ผลเสียจากการกินน้ำตาล
วันที่ 10 มีนาคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ทราบหรือไม่ว่าการกินน้ำตาลมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาฝาก…
ถึงแม้ว่าน้ำตาลจะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็มีผลเสียต่อสุขภาพเป็นของแถมตามมาอีกหลายโรคดังนี้
1. เมื่อกินน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล
2. ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือดและเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง
3. หากยังคงกินน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่น ๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้นอวัยวะเหล่านี้จะค่อย ๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมัน และน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น
4. การกินน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน
5. อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวารหนัก ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับการกินน้ำตาลมากเกินไป
6. น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะ “เชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร”
7. น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้วยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะและฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่ รู้อย่างนี้แล้ว ควรกินน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.
ติดกาแฟ ไม่ได้ดื่ม หงุดหงิด ปวดหัว
วันที่ 31 สิงหาคม 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
มีคอกาแฟสอบถามเข้ามาว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น เอสเพรสโซ่ คาปูชิโน่ ม็อคค่า ลาเต้ ทั้งร้อน และเย็น ถ้าวันไหนไม่ได้ดื่มแล้วรู้สึกหงุดหงิด แสดงว่าติดกาแฟใช่หรือไม่
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุร วัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า กาแฟ ถ้าดื่มน้อย ๆ แต่พอดีจะมีฤทธิ์กระตุ้นสมองและหัวใจทำให้สมองโปร่ง รู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง แต่ถ้าดื่มมากเกินไปจะทำให้ติด พอติดจะยิ่งดื่มในปริมาณที่มากขึ้น ทำให้สมองและหัวใจทำงานหนัก เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นได้
ปกติกาแฟ 1 ถ้วยกาแฟ จะมีกาเฟอีนประมาณ 40-50 มิลลิกรัม กาแฟที่ระบุว่าไม่มีกาเฟอีนก็ยังมีกาเฟอีน อยู่ แต่น้อยประมาณ 3 มิลลิกรัม ส่วนกาแฟเย็นแก้วใหญ่ ๆ ยาว ๆ นั้น น่าจะมีกาเฟอีนประมาณ 40-70 มิลลิกรัม แต่กาแฟยี่ห้อดังบางยี่ห้ออาจมีปริมาณกาเฟอีน มาก กว่านี้
ปัจจุบันมีความเชื่ออันหนึ่งว่า กาแฟแก่ ๆ อย่างเอสเพรสโซ่ มีรสเข้มข้น มีความขมน่าจะมีกาเฟอีนเยอะ ความจริงแล้วความขมไม่ได้บอกว่ามีกาเฟอีนเยอะ อย่าง เอสเพรสโซ่ 1 ช้อนเท่ากับดื่มน้ำอัดลม 1 กระป๋อง เท่านั้นเอง การที่บางคนบอกว่า ดื่มเอสเพรสโซ่แล้วปวดหัว แต่ดื่มน้ำอัดลมเป็นลิตรไม่ปวดหัว น่าจะเป็นเรื่องของอุปาทานมากกว่า
ดังนั้นการดื่มกาแฟในคนทั่วไปจึงไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ 4 ถ้วยกาแฟต่อวัน โดยปริมาณกาเฟอีนที่เป็นพิษต่อร่างกาย คือ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่คนที่ติดกาแฟ มาก ๆ อาจดื่มได้ถึงวันละ 20 ถ้วยโดยไม่รู้สึกเป็นพิษ
อาการของคนที่ติดกาแฟ คือ เมื่อใดก็ ตามที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ จะรู้สึกหงุดหงิด ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ขอได้กลิ่นกาแฟสักนิดก็ยังดี ซึ่งคนที่ติดกาแฟส่วนใหญ่จะติดน้ำอัดลมด้วย
สำหรับคนที่ไม่ควรดื่มกาแฟเลย คือ คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคทางสมอง และโรคไมเกรน เพราะอาจทำให้โรคกำเริบได้
กรณีที่มีความเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะช่วยลดน้ำหนัก ขอเรียนว่าไม่เป็นความจริง การดื่มกาแฟอาจจะทำให้ปัสสาวะมากขึ้น แต่ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก ส่วนที่บอกว่า กาแฟมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายอนุมูลอิสระนั้น ก็ต้องบอกว่า การรับประทานผักและผลไม้ในชีวิตประจำวันร่างกายก็ได้รับสารแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่แล้ว
มีการมองว่ากาเฟอีนจากธรรมชาติในกาแฟไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อร่างกายเหมือนกาเฟอีนสังเคราะห์ ? นพ.กฤษดา กล่าวว่า ฤทธิ์ของกาเฟอีน สังเคราะห์กับธรรมชาติไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ข้อดีของกาเฟอีนธรรมชาติคือจะมีสารต้านสนิมอนุมูลอิสระ ส่วนกาเฟ อีนสังเคราะห์จะไม่มี
คนที่อยากจะเลิกดื่มกาแฟต้องทำอย่างไร ? นพ.กฤษดา กล่าวว่า ในคนที่ติดกาแฟมาก ๆ อาจจะใช้วิธี ค่อย ๆ ลดปริมาณการดื่มกาแฟลง ไม่ต้องหักดิบ โดยเปลี่ยนจากการดื่มกาแฟ เป็นอาหารอย่างอื่นที่มีปริมาณกาเฟอีน เช่น เปลี่ยนเป็นช็อกโกแลต หรือชาแทน ถ้าเลิกไม่ได้ก็ไม่ควรดื่มเกินปริมาณที่กำหนด ถ้าไม่อยากได้กาเฟอีนมากอย่าชงนาน อย่าใช้ความร้อนนาน เพราะกาเฟอีนจะยิ่งออกเยอะ
ท้ายนี้คงต้องบอกว่า การติดกาแฟไม่ได้เป็นอันตรายเหมือนยาเสพติด คนที่ดื่มกาแฟควรรู้ว่าดื่มในปริมาณเท่าใดถึงจะกำลังดี ถ้าไม่ดื่มได้ก็จะเป็นการดี แต่ถ้าเลิกไม่ได้ ก็ไม่ควรดื่มเกินวันละ 4 ถ้วย โดยเฉพาะการดื่มกาแฟที่ใส่น้ำตาลเยอะ ๆ ก็จะยิ่งทำให้ดื่มกาแฟได้มากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณกาเฟอีนมากขึ้น.
suwatb@dailynews.co.th
อาหารเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
วันที่ 3 สิงหาคม 2551จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีอาหารที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมาบอก…
- อาหารไขมันสูงหรือเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น เนื้อหมู เนื้อวัวติดมัน เครื่องในสัตว์ ไข่ปลา หอยนางรม ไข่แดงและกะทิ
- ขนมหวาน โดยเฉพาะที่อุดมด้วย น้ำตาล กะทิ คอเลสเตอรอล ไข่แดง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ตลอดจนขนมหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวสังขยา ลอดช่อง ปลากริมไข่เต่า เป็นต้น
- อาหารฟาสต์ฟู้ด แม้จะมีผักแต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย แต่มากไปด้วยแป้ง ไขมัน และรสเค็ม
- อาหารรสเค็ม ไม่เหมาะกับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว เพราะทำให้เหนื่อยหอบ ตัวบวม หลีกเลี่ยงอาหารปรุงรสเค็มจัด ลดการใช้เครื่องปรุงรสลง เช่น กะปิ น้ำปลา เกลือ เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว ซอส น้ำมันหอย ซุปก้อนลง และงดอาหารหมักดองอาหารกระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป กุ้งแห้ง ปลาเค็มด้วย
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจโตจนอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ส่วนเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ โกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง ก็กระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มขึ้น
หลีกเลี่ยงอาหารทั้ง 4 ประเภท เพื่อสุขภาพของตัวคุณเอง.
น้ำมันมะพร้าวสกัดบริสุทธิ์พิเศษ 100%
น้ำมันมะพร้าว อุดมไปด้วยกรดลอริค (Lauris acid) ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่พบในน้ำนมแม่ เป็นกรดไขมันสายปานกลาง (medium chain faity acid) ซึ่งเป้นประโยชน์ต่อร่างกาย มีแร่ธาตุและสารอาหารในปริมาณสูง รวมทั้งยังมีวิตามินอี ที่ให้ความชุ่มชื้นและช่วยต้านอนุมูลอิสระ น้ำมันมะพร้าวช่วยต่อต้านเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโปรโตซัว รวมทั้งมีคุรสมบัติในการเสริมสุขภาพและความงาม อีกทั้งยังนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอุตสาหกรรมอาหาร
ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
- ใช้รับประทานไม่เกินวันละ 3.5 ช้อนโต๊ะ เพราะน้ำมันมะพร้าวช่วยลดคลอเรสเตอรอลไม่ทำให้เป็นโรคหัวใจ ช่วยลดคลอเรสเตอรอลรวม LDL และเพิ่ม HDL ซึ่งดีกับสุขภาพหัวใจ
- ใช้บำรุงเส้นผมโดยการหมักทิ้งไว้แล้วล้างออกจะทำให้ผมนุ่มดกดำเป็นเงางาม รักษารากผมและช่วบป้องกันและรักษารังแคบนหนังศรีษะ
- ใช้ทาผิวบำรุงผิวจะช่วยรักษาผิวให้อ่อนเยาว์
- ใช้ทามือให้ความชุ่มชื้น ลดความหยาบกร้านทำให้มือนุ่มน่าสัมผัส ใช้บำรุงเล็บเพิ่มความแข็งแรงทำให้เล็บไม่หักง่าย
- ใช้ทาส้นเท้าแตกโดยทาเป็นประจำ
- ใช้นวดตัวในการบำบัดหรือการทำสปาจะช่วยผ่นคลายเส้นได้ดี
คุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
ในน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์มีองค์ประกอบสำคัญ คือ Lauris acid ซึ่งเป็น medium chain faity acid จะถูกเปลี่ยนเป็น Monolaurin ในร่างกายมนุษย์และสัตว์ที่มีคุณสมบัติต้านไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโปรโตซัว ซึ่งสาร medium chain faity acid จะถูกใช้โดยร่างกายเพื่อป้องกันและทำลายเชื้อไวรัสหลายชนิด อาทิ HIV , Herpos , Cytomagalovirus
>> ช่วยลดจำนวน viral load (จำนวนเชื้อไวรัส) ในผู้ป่วยโรคเอดส์ เนื่องจากมีผลต้านไวรัส และใช้ในการป้องกันและทำลาย เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโปรโตซัวบางชนิด และยังมีคุรสมบัติต้านเชื้อราอีกด้วย
>> ช่วยทำให้ผิวหนังเต่งตึงชุมชื้น ดูอ่อนเยาว์ ชะลอการเกิดรอยเหี่ยวย่นของผิวหนัง มีองค์ประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมและป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลผิว
>> ช่วยรักษาผิวที่โดนแดดจัด แผลถลอก และผื่นคัน
>> ช่วยทำให้เส้นผมเรียบไม่พันกัน ดำเป็นเงางาม และลดปัญหาผมแห้งแตกปลาย
>> ช่วยทำให้กระบวนการย่อยอาหาร (Digestive System) ดูดซึมสารอาหารและเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) ของร่างกายให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
>> ช่วยในการลดน้ำหนัก เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวช่วยในการเผาผลาญพลังงาน ซึ่งมีผลทำให้การนำไขมันมาเผาผลาญเป็นพลังงานมากขึ้น และเมื่อใช้ร่วมกับวิธีการควบคุมอาหารที่เหมาะสมจะทำให้น้ำหนักลดลงได้
>> ช่วยบรรเทาอาการของโรคไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidsm) เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวช่วยให้กระบวนการเผาผลาญของร่างการดีขึ้น
>> ช่วยป้องกันควบคุมและบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน เนื่องจากทำให้ Metabolism มีประสิทธิภาพดีขึ้น
กระบวนการผลิต
เป็นนวัตกรรมใหม่ในการผลิตน้ำมันมะพร้าวจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ระบบการผลิตเป็นการผลิตน้ำมันมะพร้าวจากกะทิสดจากมะพร้าวที่คัดสรรอย่างดีและสด โดยผ่านระบบเซ็นทริฟิวส์ (Centrifugal) จึงได้น้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์พิเศษ 100% ** Extra Virgin Coconut Oil ** (EVCO)
คุณมีน้ำหนักตัวมากเกินไปหรือเปล่า
ปัญหาการมีน้ำหนักตัวมากเกินไป มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังระบาดไปยังประเทศกำลัง พัฒนาด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะ ความนิยมและความสะดวก ในการ บริโภคอาหาร-เครื่องดื่ม ที่มีปริมาณน้ำตาล-ไขมันสูงเกินไป กำลังแพร่ขยายเพิ่มขึ้น
การมีน้ำหนักตัวมากเกินไปหมายถึง การมีไขมันส่วนเกินสะสม อยู่ในร่างกายในปริมาณที่มากเกินไป จนอาจเป็นอันตรายต่อ สุขภาพ เสี่ยงต่อโรคระบบหัวใจ โรคเบาหวาน และ ยิ่งกว่านั้น คนอ้วนมากมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวปกติ ~50-100%
การตัดสินว่าเรามีน้ำหนักตัวมากเกินไปหรือไม่ จำเป็นต้องมีมาตรฐานในการตัดสิน โดยส่วนใหญ่ ทางการแพทย์จะใช้การคำนวณหา
1) ดัชนีมวลกาย (Body mass index,BMI) หรือ
2) ปริมาณไขมันในร่างกาย
ในคนเอเชียค่าดัชนีมวลกายที่มากกว่า 23 ถือว่ามีน้ำหนักตัวมากเกินไป
ในคนเอเชียค่าดัชนีมวลกายที่มากกว่า 25 ถือว่าอ้วน
ตาราง ค่าดัชนีมวลกาย
|
ส่วนสูง(เซ็นติเมตร) |
น้ำหนักตัว(กิโลกรัม) |
||||||
|
145 |
41.4 |
43.6 |
45.5 |
47.7 |
50 |
54.1 |
65 |
|
147.5 |
42.7 |
45 |
47.3 |
49.5 |
51.8 |
56.4 |
67.3 |
|
150 |
44.1 |
46.4 |
48.6 |
50.9 |
53.6 |
58.2 |
69.5 |
|
152.5 |
45.5 |
48.2 |
50.5 |
52.7 |
55.5 |
60 |
71.8 |
|
155 |
47.3 |
49.5 |
52.3 |
54.5 |
57.3 |
61.8 |
74.5 |
|
157.5 |
48.6 |
51.4 |
53.6 |
56.4 |
59.1 |
64.1 |
76.8 |
|
160 |
50 |
52.7 |
55.5 |
58.2 |
60.9 |
65.9 |
79.1 |
|
162.5 |
51.8 |
54.5 |
57.3 |
60 |
62.7 |
68.2 |
81.8 |
|
165 |
53.6 |
56.4 |
59.1 |
61.8 |
64.5 |
70.5 |
84.5 |
|
167.5 |
55 |
57.7 |
60.9 |
63.6 |
66.4 |
72.3 |
86.8 |
|
170 |
56.8 |
59.5 |
62.7 |
65.5 |
68.6 |
74.5 |
89.5 |
|
172.5 |
58.2 |
61.4 |
64.5 |
67.7 |
70.5 |
76.8 |
92.3 |
|
175 |
60 |
63.2 |
66.4 |
69.5 |
72.7 |
79.1 |
95 |
|
177.5 |
61.8 |
65 |
68.2 |
71.4 |
75 |
81.4 |
97.7 |
|
180 |
63.9 |
66.8 |
70 |
73.6 |
76.8 |
83.6 |
100.5 |
|
ดัชนีมวลกาย |
19 |
20 |
21 |
22 |
23 |
25 |
30 |
ข้อแนะนำแบบง่าย จากนักโภชนาการ สำหรับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก
-
ลดหรือหลีกเลี่ยง กับข้าวที่มีการชุบแป้งทอด
-
หลีกเลี่ยงน้ำจิ้ม
-
ลดเกลือ
-
สำหรับของหวาน เลือกรับประทาน ขนม หรือ ผลไม้ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
-
เลือกขนมหรือผลไม้ มื้อละ 1 ชนิดเท่านั้น
-
ผลไม้สามารถรับประทานได้ทุกชนิด ไม่เว้นทุเรียน
-
ผลไม้เนื้อนุ่มๆนิ่มๆที่กินง่าย รับประทานไม่เกิน 10 คำ (ปริมาณ ประมาณเท่ากับ ข้าว 1 ทัพพี)
ผลไม้เนื้อกรอบๆ รับประทานได้ถึง 20 คำ -
ขนมควรรับประทานไม่เกิน 10 คำ
-
-
เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำชนิดอื่นๆ เช่น น้ำอัดลม กาแฟเย็น ชาเย็น เป็นต้น
-
ละเว้นน้ำมันปาล์ม น้ำมันหมู ในการปรุงอาหาร
คำแนะนำ
- วิธีการเลือกอาหารเหล่านี้ หากสังเกตุโดยรวมก็คือ การลดน้ำตาล และลดน้ำมัน นั่นเอง แต่แปลงหลักการกว้างๆมาเป็นข้อแนะนำย่อยที่เข้าใจและจำได้ง่ายขึ้น
- หากต้องการดื่มน้ำหวาน คุณสามารถทำ น้ำหวานพลังงานต่ำ ดื่มทดแทนได้
- เลือกอาหารที่จะรับประทานได้แล้ว อย่าลืม รับประทานช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด ซึ่งจะทำให้คุณมีความสุขกับอาหารนั้นๆมากขึ้น