ลดน้ำหนักด้วยวิธีไหน?เจ๋งกว่ากัน
จากไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ.2552
ผลการวิจัยระบุว่า ความสำเร็จของโปรแกรมลดน้ำหนักในระยะยาวส่วนใหญ่ต้องอาศัยการออกกำลังกายเข้ามาเป็นส่วนประกอบสำคัญ เพราะในความเป็นจริงคนที่อดอาหารเพียงอย่างเดียว แม้น้ำหนักจะลด แต่วันหนึ่งคนเหล่านั้นก็จะกลับมาอ้วนอีก หรือบางครั้งอาจจะอ้วนกว่าเดิมด้วยซ้ำ ถ้างั้นวิธีที่ดีที่สุด คืออะไร
วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะชวนคุณไปสู่ทางเลือกใหม่ เพื่อการลดน้ำหนักที่เห็นผล ที่นอกจากจะรวดเร็วแล้วยังช่วยให้คุณมีสุขภาพดีอีกด้วย และนี่คือ 4 เหตุผลว่าทำไมคุณจึงควรออกกำลังกายไปควบคู่กับการอดอาหาร
1.การออกกำลังกายช่วยเสริมการทำงานในระบบเมตตาบอลิซึ่มของคุณ
การทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือการออกกำลังกาย จะช่วยเปลี่ยนแปลงพลังงานหรือเพิ่มระสิทธิภาพในการทำงานของระบบเมตาบอลิซึ่มในร่างกายของคุณให้สมดุล
2.หลักการเผาผลาญพลังงาน
ตามสูตรแล้ว ไขมัน1ปอนด์ เท่ากับ 3,500 แคลลอรี่ ซึ่งตามปกติร่างกายของคุณสามารถกำจัดแคลลอรี่ได้วันละ 500 แคล ดังนั้นหากคุณต้องการลดไขมันในร่างกาย 1 ปอนด์ หมายความว่าคุณต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์ด้วยกัน ดังนั้นเพื่อย่นเวลาการเผาผลาญ จะดีกว่ามั้ย ถ้าคุณจะช่วยร่างกายกำจัดแคลลอรี่ด้วยการออกกำลังกายไปควบคู่กัน ที่สำคัญการควบคุมอาหารยังทำให้กระบวนการเมตาบอลิซึ่มในร่างกายของคุณมีประสิทธิภาพลดลง
3.การทำกิจกรรมหนึ่งจะส่งผลให้เกิดการทำกิจกรรมที่มากขึ้นไปอีก
จากผลการวิจัยระบุว่า คนที่ออกกำลังกายจะทำให้คนนั้นกระฉับกระเฉงไปตลอดทั้งวัน
4. การออกกำลังกายช่วยสร้างกล้ามเนื้อ
คุณสามารถเพิ่มจำนวนและขนาดของกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกาย ทั้งนี้บางครั้งเรายังได้รับไฟเบอร์จากอาหารเพื่อใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อ และเพื่อที่จะให้ไฟเบอร์ในกล้ามเนื้อได้รับการหล่อเลี้ยง ร่างกายจะไปดึงแคลลอรี่จากไขมันที้เก็บไว้ในร่างกาย ดังนั้นถ้าคุณต้องการให้ร่างกายเผาผลาญไขมันมากขึ้น คุณก็ต้องใช้พลังงานมากขึ้น แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อมากเท่าไหร่ แคลลอรี่ในร่างกายของคุณก็จะถูกเผาผลาญมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายความว่าน้ำหนักตัวของคุณจะลดลงได้เร็วขึ้น
ข้อมูลจาก Gabrielle Reece
รอบรู้เรื่องการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (อ.ส.ม.ท.)

รอบรู้เรื่องการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (อ.ส.ม.ท.)
ในความเป็นจริงเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราจะเผาผลาญแคลอรีลดลง ส่งผลให้ผู้หญิงมักมีน้ำหนักขึ้นเฉลี่ยปีละครึ่งกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย ซึ่งเราสามารถแก้ปัญหานี้ด้วยการปรับตาราง เพื่อเผาผลาญแคลอรี่ไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มตามอายุ ต่อไปนี้คือคำตอบจะบอกคุณได้
จริงหรือไม่ที่ว่า การดื่มน้ำปริมาณที่ถูกต้องช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้
จริง : ปฏิกิริยาสารเคมีในร่างกายทั้งหมดรวมถึงการเผาผลาญพลังงาน ขึ้นอยู่กับน้ำถ้าขาดน้ำก็อาจเผลาผลาญแคลอรีน้อยลงไป 2% การศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจากการทดลองกับผู้ใหญ่ 10 คนที่ดื่มน้ำหลากหลายชนิดใน 1 วัน พบว่าคนที่ดื่มน้ำขนาด 8 ออนซ์ วันละ 8-10 แก้วมีอัตราการเผาผลาญพลังงานสูงกว่าคนที่ดื่มแค่ 4 แก้ว
เคล็ดลับ : ถ้าปัสสาวะเป็นสีเข้มแสดงว่าดื่มน้ำน้อย ให้พยายามจิบน้ำ 1 แก้วก่อนมื้ออาหารทุกมื้อรวมถึงของว่างเพื่อให้มีน้ำในตัวเสมอ
จริงหรือไม่ที่ การไดเอตลดอัตราการเผาผลาญพลังงานตอนพักผ่อนของคุณลงไป ทำให้ลดน้ำหนักยาก
จริง : ทุกกิโลที่ลด อัตราการเผาผลาญพลังงานตอนพักผ่อนของคุณลดลงวันละ 2-10 แคลอรี ถ้าลดน้ำหนักไป 4.5 กิโล คุณต้องกินแคลอรีน้อยลงไปอีก 20-100 แคลอรีเพื่อรักษาหุ่นเพรียวเอาไว้ ไม่นับการออกกำลังกาย วิธีลดไขมันโดยรักษากล้ามเนื้อให้คงอยู่ไว้คือ คือลดแคลอรี และเพิ่มการออกกำลังกายแบบแอโรบิก กับออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน การกินแคลอรีน้อยกว่าวันละ 1,000 แคลอรีอาจส่งผลให้สูญเสียกล้ามเนื้อได้
เคล็ดลับ : ลดน้ำหนักด้วยการลดแคลอรีวันละ 250 และเผาผลาญ 250 แคลอรีด้วยการออกกำลังกาย จะช่วยให้คุณรักษาหรือเพิ่มกล้ามเนื้อได้ขณะลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายออกไปได้มากขึ้นด้วย
จริงหรือไม่ที่ว่า ร่างกายคุณเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น เมื่อย่อยอาหารและเครื่องดื่มเย็นเฉียบ
จริง : แต่ก่อนที่จะตรงดิ่งไปกินไอศครีมขอบอกว่าความแตกต่างเล็กน้อยในแคลอรีไม่ส่งผลอะไรใดๆ ในโภชนาการของคุณหรอก มองในแง่ดี มีการศึกษาแนะว่าการดื่มน้ำเย็นอย่างน้อย 6 แก้วต่อวันจะช่วยคุณเผาผลาญแคลอรีได้ 10 แคลอรี ซึ่งเท่ากับครึ่งกิโลต่อปีโดยไม่ต้องทำอะไรเลย
เคล็ดลับ : แม้ผลกระทบต่อการกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานจะน้อยนิด แต่ไม่เสียหายจะดื่มน้ำเย็นเพื่อเพิ่มศักยภาพการเผาผลาญพลังงานนี่นา
จริงหรือไม่ที่ว่า อาหารเผ็ดร้อน จะช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงาน
จริง : พริกส่งความเผ็ดร้อนวูบวาบสามารถเร่งการเผาผลาญพลังงานและลดความหิวได้ การศึกษาพบว่าการกินพริกสับ 1 ช้อนโต๊ะ (ซึ่งเท่ากับเคปไซซิน 30 มก.) ส่งผลการกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานชั่วคราวได้ถึง 23%
เคล็ดลับ : เหยาะพริกแดงสับในพาสต้าหรือสตูว์ พริกสดใส่ซัลซ่าได้อร่อยและเสริมรสชาติอาหารหลายจานได้ดีนัก
จริงหรือไม่ที่ว่า การกินเกรฟฟรุตก่อนอาหารทุกมื้อช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงาน
ไม่จริง : เกรฟฟรุตไม่ได้สร้างความมหัศจรรย์อันใดกับการเผาผลาญพลังงานของคุณแต่ช่วยลดน้ำหนักได้ เกรฟฟรุตครึ่งลูกก่อนมื้ออาหาร ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ 2 กิโลกรัม ใน 12 สัปดาห์ เพราะกากใยและน้ำทำให้อิ่มและช่วยให้กินน้อยลง
เคล็ดลับ : กินเกรฟฟรุตสดครึ่งลูกก่อนอาหารจานหลัก
จริงหรือไม่ที่ว่า การยกน้ำหนักช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานมากกว่าการออกกำลังหัวใจ
จริง : เมื่อคุณออกกำลังยกน้ำหนักจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ 1.3 กิโลกรัม และเพิ่มการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น 6-8% ดังนั้นเท่ากับเผาผลาญแคลอรีเพิ่มพิเศษวันละ 100 แคลอรี แต่การออกกำลังแบบแอโรบิกไม่ได้เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ วิธีเพิ่มมวลกร้ามเนื้อคือ ออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน
เคล็ดลับ : เน้นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อใหญ่สุด ซึ่งจะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อได้ ท่าวิดพื้นและท่าที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวทั้งท่อนบนและท่อนล่างเวิร์กสุด
จริงหรือไม่ว่า เชอเลอรีเป็น “อาหารให้แคลอรีในทางลบ” เพราะการย่อยทำให้ใช้แคลอรีมากกว่าปริมาณแคลอรีที่ได้รับ
ไม่จริง : การกินอาหารทำให้ร่างกายคุณเผาผลาญแคลอรีไปด้วย ขณะทำการย่อยอาหารและเครื่องดื่มต่างๆโดยขึ้นอยู่กับอาหารที่กิน เช่นโปรตีน ต้องอาศัยแคลอรีในการย่อยมากกว่าคาร์โบไฮเดรต เชอเลอรีขนาดกลางมีแค่ 6 แคลอรี
เคล็ดลับ : ใส่เซอเลอรีในสลัด ผัดผักหรือซุปเพราะเป็นอาหารมีประโยชน์มีส่วนผสมทาไลด์ที่ลดความดันโลหิตได้
จริงหรือไม่ที่ว่า ชาเร่งการเผาผลาญแคลอรีได้ตามธรรมชาติ
จริง : คาทีชินในชาเขียวและชาอูลงช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน การศึกษากับสตรีญี่ปุ่นเทียบผลกระทบจากการดื่มชาเชียว ชาอูลงหรือน้ำในวันต่างๆ พบว่าชาอูลง 1 ถ้วยใหญ่เพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ถึง 10% ชาเขียว 4% เป็นเวลา 1.30 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าเผาผลาญ 50 แคลอรีต่อวัน
เคล็ดลับ : ดื่มชาเชียวหรือชาอูลงแทนกาแฟมื้อเช้าเพื่อให้คาเฟอีนปลุกการเผาผลาญพลังงานของคุณ บีบมะนาวใส่แทนนมเพื่อให้ดูดซึมคาทีชินได้มากขึ้นด้วย
จริงหรือไม่ที่ว่า อาการโหยก่อนมีประจำเดือน เกี่ยวพันกับการกระตุ้นพลังงานเผาผลาญก่อนประจำเดือนมา
จริง : อัตราการเผาผลาญพลังงานของเราที่พักอยู่จะเพิ่มขึ้นมาในระหว่างวงจรการมีประจำเดือน(วันหลังจากไข่สุกไปจนถึงวันแรกที่ประจำเดือนมา) การเผาผลาญพลังงานที่เราได้รับจากการมี “ฮอร์โมนพุ่ง” เทียบเท่ากับวันละ 300 แคอลรี ซึ่งเป็นเหตุให้ร่างกายเกิดความอยากอาหารขึ้นมาในช่วงนี้
เคล็ดลับ : จดบันทึกสิ่งที่คุณกินระหว่างสัปดาห์และในช่วงมีประจำเดือนพยายามรักษารูปแบบการกินตลอดทั้งเดือนเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเผาผลาญแคลอรีที่เกิดจากฮอร์โมนผลักดัน ถ้าอยากอาหารให้ระวังปริมาณที่กินเข้าไป
จริงหรือไม่ที่ว่า ถ้าคุณมีเวลาจำกัด ควรออกกำลังกายแบบโหมหนักเพื่อให้พลังงานเผาผลาญในภายหลัง
จริง : คนที่เคยออกกำลังกายแบบโหมหนักพบว่าอัตราการเผาผลาญพลังงานนานมากขึ้นในภายหลังเมื่อเทียบกับพวกที่ออกกำลังแต่พอประมาณ สามารถเผาผลาญแคลอรีได้ 10% ของแคลอรีทั้งหมดที่ใช้ไปในระหว่างการออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นถ้าคุณออกกำลังคอมโบทั้งเดิน จ๊อกกิ้ง 4 ไมล์(ราว 400 แคลอรี)แทนแค่เดินเฉยๆ ก็อาจเผาผลาญแคลอรีเพิ่มได้ 40 แคลอรีในเวลาอีก 2-3 ชั่วโมงข้างหน้า
เคล็ดลับ : เติมความเร็วในการออกกำลังเพิ่มอีกนิด เพิ่ม 3 นาทีสัปดาห์ละ 3 วันโดยหยุดพัก 2 นาที
จริงหรือไม่ที่ว่า การกินโปรตีนมากขึ้นจะเร่งการเผาผลาญพลังงาน
จริง : โปรตีนมีข้อดีในการเร่งการเผาผลาญพลังงานเมื่อเทียบกับไขมันหรือ ใช้คาร์โบไฮเดรตเพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้นในกระบวนการย่อย จากการศึกษาบอกว่าคุณอาจเผาผลาญแคลอรีเป็น 2 เท่าในการย่อยโปรตีน ในอาหารทั่วไปแคลอรี 14% มากจากโปรตีน ให้เพิ่มโปรตีนเป็น 2 (แล้วลดคาร์โบไฮเดรตแทนจะได้ไม่มีแคลอรีส่วนเกินเพิ่มขึ้นมา) แล้วคุณจะเผาผลาญแคลอรีได้วันละ 150-200
เคล็ดลับ : กินโปรตีนมื้อละ 10-20 กรัม ลองโยเกิร์ตไขมันต่ำกับอาหารเช้า (13 กรัม) กินฮูมูนเป็นอาหารกลางวัน (10 กรัม) และแซลมอนแล่เป็นอาหารค่ำ (17 กรัม)
5 นิสัย ห่างไกลริ้วรอย
วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 10:09 น. จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันนี้เดลินิวส์มีเคล็ดลับช่วยป้องกันใบหน้าไม่ให้มีริ้วรอยก่อนวัย กับ 5 นิสัยง่าย ๆ ช่วยห่างไกลริ้วรอยได้มาฝากกัน…
1. ถ้าชอบนอนคว่ำหน้า ให้เลิกนิสัยแบบนี้ ปรับท่ามาเป็นนอนหงาย เพื่อกันไม่ให้ใบหน้าเสียดสีจนเกิดเป็นริ้วรอย
2. เมื่อพูดคุยกับคนอื่น พยายามเลี่ยงการแสดงอารมณ์จัด ๆ ด้วยการยกหน้าผากขึ้นลง มีวิธีสื่อสารด้วยท่าทางอื่นอีกมากมาย ที่สามารถใช้แทนท่าทางนี้ได้ และเมื่ออยู่คนเดียวลองฝึกวางสีหน้าให้ดูผ่อนคลายบ้างระมัดระวังการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าแบบไร้ความหมาย เช่น นั่งกินข้าวเฉย ๆ ก็ยังขมวดคิ้วอยู่
3. หันมาออกกำลังกายและรับประทานผักผลไม้อย่างสม่ำเสมอ
4. ทาครีมกันแดดปกป้องผิวทุกวันแม้จะอยู่แต่ในบ้าน เสมือนเป็นขั้นตอนต่อเนื่องทุกครั้งหลังจากที่ทามอยส์เจอไรเซอร์เสร็จ
5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้จะพรากความชุ่มชื้นไปจากผิว
รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีผิวสวยห่างไกลริ้วรอยก็ลองทำตามคำแนะนำกันดูได้
ริดสีดวงทวาร
มีวิจัยที่เชื่อได้ว่าริดสีดวงทวารเกิดจากหลาย ๆ สาเหตุ อย่างเช่น
1. ท้องผูก หรือ ท้องเสียเป็นประจำ (รวมถึงอาหารที่ทานส่วนใหญ่เป็นเนื้อมากผักซึ่งเป็นกาก)
2. การขาดการออกกำลังกาย
3. ความเครียด
4. ในบางครั้งเกิดจากการปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง เช่นการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน หรือการรับประทานอาหารอย่างรีบเร่งในแต่ละมื้อก็มีส่วน
5. ภาวะการตั้งครรภ์
6. พันธุกรรม
7. ความชรา
8. หรือในบางครั้งเกิดจากธาตุเจ้าเรือนของคนคนนั้น คือ ภายในร่างกายเขาร้อนจนเกินไป
ในการรักษาโรคนี้ไม่สามารถหายขาดได้ เป็นไปได้ว่าเมื่อหายแล้วอาจกลับมาเป็นอีก เนื่องจากพฤติกรรมในแต่ละข้อที่กล่าวมา ก่อนอื่นให้ลองดูว่าสาเหตุที่ตัวเองเป็นเกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากการรับประทานเนื้อมากกว่ากาก งั้นขอให้เริ่มรับประทานผักทุกมื้อ มื้อละ 4-5 ช้อน (เป็นการเริ่มต้น) ก่อนทานอาหารเช้าและเย็นทานเพชรสังฆาต 3 แคปซูล และในตอนเย็นหลังทานข้าวเรียบร้อยสักพักหนึ่ง ให้ทานผลไม้ที่กากเยอะมาก ๆ เช่น แก้วมังกรสัก 1 ผล , กล้วย 2 ลูก, ส้ม สัก 3-4 ผล รับประกันได้เลยค่ะว่าตอนเช้าจะถ่ายง่ายมาก ไม่ต้องใช้ยาถ่ายร่วมกับเพชรสังฆาตเลย ถ้าทำเช่นนี้ 2-3 อาทิตย์อาการดีขึ้นเยอะ แสดงว่าการเป็นริดสีดวงของคุณเป็นเนื่องจากการรับประทานอาหาร แต่ถ้าดีขึ้นเล็กน้อย ให้ลองเปลี่ยนวิธีรับประทานอาหารพร้อม ๆ กับการออกกำลังกายวันละประมาณ 15-30 นาที อย่าออกกำลังกายแบบหักโหมนะคะ ให้ลองออกกำลังกายแบบสบาย ๆ พอให้เหงือตกนิด ๆ ก็พอ เช่น โยคะ, เดิน หรือว่ายน้ำ (อันนี้เหงื่อไม่ตก) ถ้าดีขึ้นเยอะแสดงว่าร่างกายของคุณขาดการออกกำลังกายอย่างรุนแรง จึงแสดงออกมาในลักษณะของโรค แต่ในบางท่านอาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ให้สงสัยว่าลักษณะของโรคริดสีดวงที่คุณเผชิญอยู่น่าจะเกิดจากความเครียด ถ้าเป็นเช่นนั้น ตัวคุณเองควรที่จะผ่อนคลายความเครียดในแบบที่คุณคิดว่าดีที่สุดสำหรับคุณ รวมถึงทำกิจกรรมที่แนะนำไปตั้งแต่ต้นไปพร้อม ๆ กัน น่าจะช่วยให้ริดสีดวงหายและกลับมาเป็นยากขึ้นนะคะ