อาหารคลายร้อน (ลิซ่า)

อาหารคลายร้อน (ลิซ่า)
สะระแหน่ช่วยผ่อนคลายความร้อน ให้ความเย็นแก่ร่างกาย ขิงและกระเทียมทำให้ร่างกายร้อนจึงไม่เหมาะที่จะเป็นอาหารในฤดูร้อน
อากาศในฤดูร้อนมักร้อนจนเหงื่อหยดเราจึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษในฤดูนี้โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารการกินซึ่งควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไม่ก่อให้เกิดความร้อนในร่างกาย และไม่ทำให้เลือดลมเสียสมดุล อาหารที่จำเป็นก็คือผักและผลไม้สด รวมทั้งการกินโปรตีนจากสัตว์ปีก เช่น ไก่ (ปราศจากสารเร่งการเจริญเติบโต)
ไก่
เนื่องจากโปรตีนจากไก่คล้ายกับโปรตีนในร่างกายมนุษย์ ซึ่งจะช่วยสร้างโปรตีนในร่างกายได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ร่างกายยังย่อยธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ได้ดีกว่าธาตุเหล็กจากพืช และโปรตีนจากไก่ยังมีวิตามินมากมายโดยเฉพาะกลุ่มวิตามินบี เช่น วิตามิน 1 ซึ่งจำเป็นสำหรับสมอง วิตามินบี 2 เพื่อเสริมสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มีวิตามินบี 6 บี 12 สูง และมีในอาชิน ไก่เป็นแหล่งโปรตีนและวิตามินที่ให้พลังงานน้อย แต่มีสารอาหารสูง ที่สำคัญคือ ควรเลือกไก่ที่ปราศจากสารเร่งการเจริญเติบโตจะดีที่สุด
ผักและผลไม้
ตามหลักการแพทย์แผนจีน แนะนำให้กินอาหารที่ให้ความเย็นแก่ร่างกาย เช่น มะเขือเทศ แตงกวา เต้าหู้ ข้าวโพด ผักโขม กีวี หรือแตงโม
อาหารที่ควรเลี่ยง
ในหน้าร้อนควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้ความร้อนแก่ร่างกาย เช่น ขิง กระเทียม เนื้อวัว ส้ม มะพร้าว ลิ้นจี่ ต้นหอม หรือหัวหอมใหญ่ เพราะจะทำให้ร่างกายเสียสมดุลและเกิดการเจ็บป่วย
เต้าหู้บำรุงสุขภาพในหน้าร้อน
เต้าหู้เหมาะกับอากาศร้อนและย่อยง่าย เช่น แกงจืดเต้าหู้ และเหยาะน้ำมันงาลงไปเล็กน้อย มันจะช่วยคลายความร้อนให้ร่างกายและช่วยในการซ่อมแซมร่างกาย
สมุนไพร
ที่เหมาะกับหน้าร้อนก็คือสะระแหน่ เนื่องจากสะระแหนให้ความเย็นแก่ร่างกาย จึงจัดเป็นสมุนไพรเย็นในขณะที่ขิงจัดเป็นสมุนไพรร้อน เพราะจะทำให้ร่างกายร้อน ซึ่งเหมาะที่จะกินในฤดูหนาวมากกว่า
รอบรู้เรื่องการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (อ.ส.ม.ท.)

รอบรู้เรื่องการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (อ.ส.ม.ท.)
ในความเป็นจริงเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราจะเผาผลาญแคลอรีลดลง ส่งผลให้ผู้หญิงมักมีน้ำหนักขึ้นเฉลี่ยปีละครึ่งกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย ซึ่งเราสามารถแก้ปัญหานี้ด้วยการปรับตาราง เพื่อเผาผลาญแคลอรี่ไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มตามอายุ ต่อไปนี้คือคำตอบจะบอกคุณได้
จริงหรือไม่ที่ว่า การดื่มน้ำปริมาณที่ถูกต้องช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้
จริง : ปฏิกิริยาสารเคมีในร่างกายทั้งหมดรวมถึงการเผาผลาญพลังงาน ขึ้นอยู่กับน้ำถ้าขาดน้ำก็อาจเผลาผลาญแคลอรีน้อยลงไป 2% การศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจากการทดลองกับผู้ใหญ่ 10 คนที่ดื่มน้ำหลากหลายชนิดใน 1 วัน พบว่าคนที่ดื่มน้ำขนาด 8 ออนซ์ วันละ 8-10 แก้วมีอัตราการเผาผลาญพลังงานสูงกว่าคนที่ดื่มแค่ 4 แก้ว
เคล็ดลับ : ถ้าปัสสาวะเป็นสีเข้มแสดงว่าดื่มน้ำน้อย ให้พยายามจิบน้ำ 1 แก้วก่อนมื้ออาหารทุกมื้อรวมถึงของว่างเพื่อให้มีน้ำในตัวเสมอ
จริงหรือไม่ที่ การไดเอตลดอัตราการเผาผลาญพลังงานตอนพักผ่อนของคุณลงไป ทำให้ลดน้ำหนักยาก
จริง : ทุกกิโลที่ลด อัตราการเผาผลาญพลังงานตอนพักผ่อนของคุณลดลงวันละ 2-10 แคลอรี ถ้าลดน้ำหนักไป 4.5 กิโล คุณต้องกินแคลอรีน้อยลงไปอีก 20-100 แคลอรีเพื่อรักษาหุ่นเพรียวเอาไว้ ไม่นับการออกกำลังกาย วิธีลดไขมันโดยรักษากล้ามเนื้อให้คงอยู่ไว้คือ คือลดแคลอรี และเพิ่มการออกกำลังกายแบบแอโรบิก กับออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน การกินแคลอรีน้อยกว่าวันละ 1,000 แคลอรีอาจส่งผลให้สูญเสียกล้ามเนื้อได้
เคล็ดลับ : ลดน้ำหนักด้วยการลดแคลอรีวันละ 250 และเผาผลาญ 250 แคลอรีด้วยการออกกำลังกาย จะช่วยให้คุณรักษาหรือเพิ่มกล้ามเนื้อได้ขณะลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายออกไปได้มากขึ้นด้วย
จริงหรือไม่ที่ว่า ร่างกายคุณเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น เมื่อย่อยอาหารและเครื่องดื่มเย็นเฉียบ
จริง : แต่ก่อนที่จะตรงดิ่งไปกินไอศครีมขอบอกว่าความแตกต่างเล็กน้อยในแคลอรีไม่ส่งผลอะไรใดๆ ในโภชนาการของคุณหรอก มองในแง่ดี มีการศึกษาแนะว่าการดื่มน้ำเย็นอย่างน้อย 6 แก้วต่อวันจะช่วยคุณเผาผลาญแคลอรีได้ 10 แคลอรี ซึ่งเท่ากับครึ่งกิโลต่อปีโดยไม่ต้องทำอะไรเลย
เคล็ดลับ : แม้ผลกระทบต่อการกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานจะน้อยนิด แต่ไม่เสียหายจะดื่มน้ำเย็นเพื่อเพิ่มศักยภาพการเผาผลาญพลังงานนี่นา
จริงหรือไม่ที่ว่า อาหารเผ็ดร้อน จะช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงาน
จริง : พริกส่งความเผ็ดร้อนวูบวาบสามารถเร่งการเผาผลาญพลังงานและลดความหิวได้ การศึกษาพบว่าการกินพริกสับ 1 ช้อนโต๊ะ (ซึ่งเท่ากับเคปไซซิน 30 มก.) ส่งผลการกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานชั่วคราวได้ถึง 23%
เคล็ดลับ : เหยาะพริกแดงสับในพาสต้าหรือสตูว์ พริกสดใส่ซัลซ่าได้อร่อยและเสริมรสชาติอาหารหลายจานได้ดีนัก
จริงหรือไม่ที่ว่า การกินเกรฟฟรุตก่อนอาหารทุกมื้อช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงาน
ไม่จริง : เกรฟฟรุตไม่ได้สร้างความมหัศจรรย์อันใดกับการเผาผลาญพลังงานของคุณแต่ช่วยลดน้ำหนักได้ เกรฟฟรุตครึ่งลูกก่อนมื้ออาหาร ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ 2 กิโลกรัม ใน 12 สัปดาห์ เพราะกากใยและน้ำทำให้อิ่มและช่วยให้กินน้อยลง
เคล็ดลับ : กินเกรฟฟรุตสดครึ่งลูกก่อนอาหารจานหลัก
จริงหรือไม่ที่ว่า การยกน้ำหนักช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานมากกว่าการออกกำลังหัวใจ
จริง : เมื่อคุณออกกำลังยกน้ำหนักจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ 1.3 กิโลกรัม และเพิ่มการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น 6-8% ดังนั้นเท่ากับเผาผลาญแคลอรีเพิ่มพิเศษวันละ 100 แคลอรี แต่การออกกำลังแบบแอโรบิกไม่ได้เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ วิธีเพิ่มมวลกร้ามเนื้อคือ ออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน
เคล็ดลับ : เน้นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อใหญ่สุด ซึ่งจะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อได้ ท่าวิดพื้นและท่าที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวทั้งท่อนบนและท่อนล่างเวิร์กสุด
จริงหรือไม่ว่า เชอเลอรีเป็น “อาหารให้แคลอรีในทางลบ” เพราะการย่อยทำให้ใช้แคลอรีมากกว่าปริมาณแคลอรีที่ได้รับ
ไม่จริง : การกินอาหารทำให้ร่างกายคุณเผาผลาญแคลอรีไปด้วย ขณะทำการย่อยอาหารและเครื่องดื่มต่างๆโดยขึ้นอยู่กับอาหารที่กิน เช่นโปรตีน ต้องอาศัยแคลอรีในการย่อยมากกว่าคาร์โบไฮเดรต เชอเลอรีขนาดกลางมีแค่ 6 แคลอรี
เคล็ดลับ : ใส่เซอเลอรีในสลัด ผัดผักหรือซุปเพราะเป็นอาหารมีประโยชน์มีส่วนผสมทาไลด์ที่ลดความดันโลหิตได้
จริงหรือไม่ที่ว่า ชาเร่งการเผาผลาญแคลอรีได้ตามธรรมชาติ
จริง : คาทีชินในชาเขียวและชาอูลงช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน การศึกษากับสตรีญี่ปุ่นเทียบผลกระทบจากการดื่มชาเชียว ชาอูลงหรือน้ำในวันต่างๆ พบว่าชาอูลง 1 ถ้วยใหญ่เพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ถึง 10% ชาเขียว 4% เป็นเวลา 1.30 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าเผาผลาญ 50 แคลอรีต่อวัน
เคล็ดลับ : ดื่มชาเชียวหรือชาอูลงแทนกาแฟมื้อเช้าเพื่อให้คาเฟอีนปลุกการเผาผลาญพลังงานของคุณ บีบมะนาวใส่แทนนมเพื่อให้ดูดซึมคาทีชินได้มากขึ้นด้วย
จริงหรือไม่ที่ว่า อาการโหยก่อนมีประจำเดือน เกี่ยวพันกับการกระตุ้นพลังงานเผาผลาญก่อนประจำเดือนมา
จริง : อัตราการเผาผลาญพลังงานของเราที่พักอยู่จะเพิ่มขึ้นมาในระหว่างวงจรการมีประจำเดือน(วันหลังจากไข่สุกไปจนถึงวันแรกที่ประจำเดือนมา) การเผาผลาญพลังงานที่เราได้รับจากการมี “ฮอร์โมนพุ่ง” เทียบเท่ากับวันละ 300 แคอลรี ซึ่งเป็นเหตุให้ร่างกายเกิดความอยากอาหารขึ้นมาในช่วงนี้
เคล็ดลับ : จดบันทึกสิ่งที่คุณกินระหว่างสัปดาห์และในช่วงมีประจำเดือนพยายามรักษารูปแบบการกินตลอดทั้งเดือนเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเผาผลาญแคลอรีที่เกิดจากฮอร์โมนผลักดัน ถ้าอยากอาหารให้ระวังปริมาณที่กินเข้าไป
จริงหรือไม่ที่ว่า ถ้าคุณมีเวลาจำกัด ควรออกกำลังกายแบบโหมหนักเพื่อให้พลังงานเผาผลาญในภายหลัง
จริง : คนที่เคยออกกำลังกายแบบโหมหนักพบว่าอัตราการเผาผลาญพลังงานนานมากขึ้นในภายหลังเมื่อเทียบกับพวกที่ออกกำลังแต่พอประมาณ สามารถเผาผลาญแคลอรีได้ 10% ของแคลอรีทั้งหมดที่ใช้ไปในระหว่างการออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นถ้าคุณออกกำลังคอมโบทั้งเดิน จ๊อกกิ้ง 4 ไมล์(ราว 400 แคลอรี)แทนแค่เดินเฉยๆ ก็อาจเผาผลาญแคลอรีเพิ่มได้ 40 แคลอรีในเวลาอีก 2-3 ชั่วโมงข้างหน้า
เคล็ดลับ : เติมความเร็วในการออกกำลังเพิ่มอีกนิด เพิ่ม 3 นาทีสัปดาห์ละ 3 วันโดยหยุดพัก 2 นาที
จริงหรือไม่ที่ว่า การกินโปรตีนมากขึ้นจะเร่งการเผาผลาญพลังงาน
จริง : โปรตีนมีข้อดีในการเร่งการเผาผลาญพลังงานเมื่อเทียบกับไขมันหรือ ใช้คาร์โบไฮเดรตเพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้นในกระบวนการย่อย จากการศึกษาบอกว่าคุณอาจเผาผลาญแคลอรีเป็น 2 เท่าในการย่อยโปรตีน ในอาหารทั่วไปแคลอรี 14% มากจากโปรตีน ให้เพิ่มโปรตีนเป็น 2 (แล้วลดคาร์โบไฮเดรตแทนจะได้ไม่มีแคลอรีส่วนเกินเพิ่มขึ้นมา) แล้วคุณจะเผาผลาญแคลอรีได้วันละ 150-200
เคล็ดลับ : กินโปรตีนมื้อละ 10-20 กรัม ลองโยเกิร์ตไขมันต่ำกับอาหารเช้า (13 กรัม) กินฮูมูนเป็นอาหารกลางวัน (10 กรัม) และแซลมอนแล่เป็นอาหารค่ำ (17 กรัม)
ไปปาร์ตี้แบบไม่มีอ้วน

ซึ่งมันก็ถูกต้องแล้ว ถ้าเราอยู่ในงานปาร์ตี้แล้วทั้งกินทั้งดื่มโดยไม่สนใจในรายละเอียดอะไร วันรุ่งขึ้นคุณก็จะได้ของแถมเป็นน้ำหนักอย่างแน่นอน แต่ถ้าเราใส่ใจใจรายละเอียดสักหน่อย เชื่อแน่ว่า นอกจากสนุกสนานกับปาร์ตี้แล้ว รุ่งขึ้นก็ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจกับน้ำหนักที่พุ่งขึ้นมาอย่างแน่นอน
สำหรับใครที่สนใจ ง่ายๆ เลย แค่ปฏิบัติตามนี้ . . .
แอลกอฮอล์ดื่มได้ แต่ควรพอประมาณสัก 1-2 แก้ว ต่อมื้อสำหรับผู้ชาย ผู้หญิงก็แก้วเดียวพอให้ร่างกายได้กระชุ่มกระชวย หรืออย่างที่เรียกว่าพอเป็นกระษัย ไม่ใช่เมามายจนคายของเก่าออกมา
ถ้าจะให้ดีก็เลือกดื่มน้ำผักหรือน้ำผลไม้ไปเลย อาจจะดูเชยหน่อย ไม่เท่ แต่ก็เก๋อย่าบอกใคร สำหรับการเป็นหนุ่มหรือสาวรักสุขภาพแต่อยากสังสรรค์ ก็ควรเลือกแบบคั้นสด หรือชนิดที่มีกากใยอยู่ด้วย เพราะร่างกายจะได้ประโยชน์จากกากใยโดยปรับระบบขับถ่ายในร่างกายให้ดีขึ้น
สำหรับอาหารในงานปาร์ตี้ ควรเลือกทานแต่เมนูเพื่อสุขภาพ เช่น อาหารที่มีเนื้อปลาเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากในเนื้อปลามีไขมันต่ำ ย่อยง่าย
หากทานปลาไม่ได้ ก็เลือกทานแต่โปรตีนติดหนัง เพราะอาจสะสมเป็นไขมันในเวลาต่อมาโดยไม่จำเป็น ที่สำคัญหลีกเลี่ยงแป้งอย่างเด็ดขาด
ผลไม้ก็ถือเป็นตัวเลือกในงานปาร์ตี้ที่เยี่ยมยอด แต่ควรเลือกกินแบบสดอย่างส้ม ชมพู่ ฝรั่ง มะม่วง หรือแอปเปิ้ล ใน 1 มื้อจะกินหมดลูกในคราวเดียวก็ทำได้ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด
แต่ไม่ควรเลือกผลไม้ชนิดที่มีความหวานสูง อาทิ ข้าวเหนียวทุเรียน สละลอยแก้ว เพราะมีน้ำตาลสูง และเป็นเหตุให้โรคพิเศษบางโรคอย่างเบาหวานกำเริบได้ ซึ่งจะทำให้หมดสนุก
ที่สำคัญขอให้เน้นการควบคุมจิตใจและมือไม่ให้ตามใจปาก เพราะบางครั้งการกินทองหยิบฝอยทองเพียงไม่กี่ชิ้นเพราะคิดว่าไม่เป็น นานๆ ครั้งให้รางวัลกับตัวเองบ้าง ก็อาจต้องมานั่งกุมขมับหลังจากปาร์ตี้จบ เพราะหน้าท้องบวมขึ้นอีกแล้ว
แต่ก็มีอีกทางเลือกเหมือนกันสำหรับคนที่อดใจไม่ไหว ก็ทานไปเถอะ ทานให้พออิ่ม ไม่ใช่ทานเพราะความอยาก เสร็จแล้วก็โยกย้ายส่ายสะโพกเต้นออกกำลังกายตามเสียงเพลงในงานไปซะเลย
คุณรู้จัก เต้านม ของคุณดีหรือยัง
จากหนังสือ ชีวจิต

“เต้านม” เป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายผู้หญิงที่อยู่บริเวณหน้าอกทั้งสองข้าง ถึงแม้เต้านมของผู้หญิงแต่ละคนจะมีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกันไป แต่ล้วนมีส่วนประกอบต่างๆ ที่เหมือนกันนั้นคือ หัวนม ลานหัวนม ต่อมน้ำนม และท่อน้ำนม ซึ่งคลุมด้วยผิวหนังและเนื้อเยื่อไขมัน เต้านมเป็นอวัยวะที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยมีวัฏจักรสอดคล้องไปตามอิทธิพลของกระแสฮอร์โมนจากรังไข่ เราสามารถแบ่งช่วงการเจริญเติบโตของเต้านมออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้
1. วัยแรกรุ่น
เริ่มเมื่อเด็กสาวอายุได้ 10 – 12 ขวบ จากหัวนมที่แบนราบในวัยเด็กก็เริ่มแตกตุ่มและวงปานนมที่ขยายขึ้น ซึ่งการเจริญเติบโตในระยะนี้จะเป็นไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทั่วร่างกาย โดยจะมีอาการเจ็บหน้าอกเพราะหัวนมขึ้นเป็นไตแข็ง จนกระทั่งขยายขนาดเต็มที่เป็นเต้านมของหญิงสาววัยเจริญพันธุ์ ในเด็กผู้หญิงบางคนอาจมีการแตกตัวของเต้านมได้ไวกว่าปรกติ ถ้าเกิดขึ้นก่อนอายุ 8 ขวบครึ่ง เราถือว่าเป็นการแตกเนื้อสาวก่อนวัย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการรับประทานยา หรือจากการสร้างฮอร์โมนผิดปรกติที่รังไข่หรือต่อมหมวกไต เป็นต้น
2. วัยเจริญพันธุ์
เมื่อสาวน้อยเติบโตจากวัยรุ่นเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เต้านมจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ภายใต้การควบคุมของฮอร์โมน 2 ชนิด คือ ฮอร์โมนเอสโตเจน จากรังไข่กระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของหัวนม รวมทั้งท่อน้ำมันต่างๆ พร้อมกับกระตุ้นให้มีไขมันแทรกระหว่างท่อน้ำนม
ฮอร์โมนอีกชนิดคือ โปรเจสเตอโรน ซึ่งร่างกายจะผลิตออกมาทุกเดือนตามรอบเดือน คอยกระตุ้นปลายท่อน้ำนมให้ขยายเป็นที่อยู่ของต่อมน้ำนม ซึ่งทำหน้าที่ผลิตน้ำนม ดังนั้นเวลาประจำเดือนใกล้จะมาผู้หญิงจะรู้สึกเต้านมโตขึ้นและตึงคัด จวบจนเมื่อประจำเดือนมาก็จะเป็นช่วงที่เต้านมคลายความตึงตัวลง
ผู้หญิงในวัยประมาณ 25 ปีหรือที่พ้นวัยรุ่นไปแล้ว ถือว่าเต้านมเจริญเติบโตเต็มที่เรียบร้อย เว้นแต่ต่อมน้ำนมยังไม่เจริญและสร้างน้ำนมเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงในวัยเจริญพันธุ์ ถ้าไม่มีการตั้งครรภ์เลย เต้านมก็จะเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ตามรอบของประจำเดือนทุกเดือนเช่นนี้เรื่อยไปประมาณ 20 – 25 ปี จนเริ่มเข้าสู่วัยทอง
3. ช่วงตั้งครรภ์และให้นมลูก
ในระหว่างที่มีการตั้งครรภ์ ตั้งแต่เริ่มมีการปฏิสนธิ ฮอร์โมนจากรกที่เริ่มก่อตัวจะเป็นตัวสำคัญที่กระตุ้นรังไข่ให้มีการหลั่งฮอร์โมนเพศหญิง ได้แก่ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน เพิ่มมากขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะกระตุ้นให้เต้านมจากขนาดปรกติให้เริ่มขยายขึ้น โดยเฉพาะต่อมน้ำนมและท่อน้ำนมที่มีอยู่ประมาณ 15-20 ท่อจะแตกตัวขึ้นมาก รวมทั้งหัวนมจะมีสีเข้มขึ้น มองเห็นเส้นสีคล้ำๆ รอบๆ นม เพื่อให้เต้านมอยู่ในสภาพพร้อมที่จะเป็นคุณแม่อย่างสมบูรณ์
จนกระทั่งหลังคลอด เมื่อลูกเริ่มดูดนมแม่ การดูดนมจะเป็นตัวกระตุ้นต่อมใต้สมองให้มีการสร้าง ฮอร์โมนโปรแลคติน มากขึ้น ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นต่อมน้ำนมให้ผลิตน้ำนม และไม่ว่าเต้านมขนาดเล็กหรือใหญ่ล้วนมีน้ำนมพอๆ กัน
ตามปรกติแล้ว ในช่วงแรกหลังคลอด เต้านมจะยังไม่สร้างน้ำนมทันที แต่จะมีน้ำคัดหลั่งที่เรียกว่า “คอลอสตรัม” หรือน้ำนมเหลือง ซึ่งถือเป็นตัวภูมิชีวิตขั้นแรกที่สร้างภูมิต้านทานให้แก่เด็กตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งหลังคลอดแล้วประมาณ 2-5 วัน น้ำนมก็จะเริ่มผลิตได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อลูกหยุดกินนมแม่ น้ำนมที่สร้างมาไม่ได้ถูกดูดไป ก็จะเกิดการคั่งอยู่อยู่ในกลีบต่อมน้ำนมย่อยและท่อน้ำนม จนเกิดการพองตัว ทำให้เลือดมาหล่อเลี้ยงได้น้อยลง ในที่สุดเซลล์ต่อมน้ำนมก็จะค่อยๆ ลดลงจนหมดไป แล้วเต้านมก็จะค่อยๆ เล็กลงจนเท่าขนาดก่อนตั้งครรภ์
4. วัยทอง
เมื่อผู้หญิงเริ่มเข้าวัยหมดประจำเดือน ระดับของฮอร์โมนหญิงหรือเอสโตรเจนจะลดลง เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน การเปลี่ยนแปลงนี้ยังรวมถึงผู้หญิงที่มีความจำเป็นต้องตัดรังไข่ออกก่อนวัยอันควร
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลต่อทั้งด้านจิตใจและสรีระร่างกาย รวมทั้งความเต่งตึงของเต้านมลดลง จนทำให้หน้าอกดูเหี่ยวและหย่อนยานได้ เพราะเมื่อฮอร์โมนเพศลดลง เต้านมในส่วนของต่อมน้ำนมจะค่อยๆ ฝ่อไปจนหมด รวมทั้งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบๆ เส้นเลือดที่มาเลี้ยงเต้านมก็จะลดลง เหลือเพียงท่อน้ำนมเท่านั้นที่ยังคงอยู่
รู้ทันอาการผิดปรกติและโรคของ “เต้านม”
เต้านมเกิน
การมีเต้านมเกินมักพบได้บริเวณรักแร้ บางครั้งอาจพบหัวนมเกินร่วมด้วย ซึ่งพบได้ตามแนวจากรักแร้ลงมาตามท้องถึงขาหนีบ ภาวะนี้จะเห็นเด่นชัดเมื่ออายุมากขึ้น หรือในช่วงตั้งครรภ์ และมีลูก บางคนอาจมีน้ำนมไหลออกมาได้ จากการสังเกตจะพบเป็นก้อนเนื้อห้อยบริเวณรักแร้ ภาวะนี้ไม่มีอันตรายใดๆ แต่เพื่อความสวยงามก็สามารถผ่าตัดออกได้
เต้านมโตไม่เท่ากัน
เต้านมคนเราสองข้างบางครั้งก็โตไม่เท่ากันได้ แต่ส่วนใหญ่จะแตกต่างกันไม่มากนัก ความแน่นของเต้านมอาจไม่เท่ากัน ซึ่งเกิดได้เนื่องจากเนื้อเต้านมตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศได้ไม่เท่ากัน ถ้าหากความแตกต่างมากจนเห็นได้ชัดก็สามารถผ่าตัดแก้ไขได้ การผ่าตัดสามารถทำการผ่าตัดลดขนาดเต้านมลง หรือผ่าเพื่อเสริมข้างที่เล็กให้ใหญ่ขึ้น
เต้านมโตเกิน
เต้านมโตเกินมักเกิดขึ้นในวัยสาวช่วงอายุ 13-35 ปี เต้านมจะขยายโตขึ้นมากกว่าปกติ การมีเต้านมที่ใหญ่เกินมักจะมีผลทางด้านจิตใจโดยเฉพาะช่วงวัยรุ่น แต่ไม่มีอันตรายใดๆ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ถ้าเต้านมโตมากๆ จนมีผลเสียต่อร่างกาย สังเกตได้จากผลของน้ำหนักของเต้านมที่มากเกินไป ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดไหล่ หรือมีจุดอับชื้นที่ราวนมได้ ถ้ามีอาการดังกล่าวก็สามารถผ่าตัดแก้ไขให้มีขนาดเต้านมที่เล็กลง
หัวนมบอด
เป็นอาการที่หัวนมบุ๋มลงไปในเต้านม เกิดจากมีความผิดปกติในช่วงการพัฒนาของเต้านม มีการหยุดการเจริญของหัวนมก่อนกำหนด ทำให้หัวนมหดสั้น และมีเนื้อเยื่อพังผืดดึงรั้ง มีผลทำให้การดูแลทำความสะอาดลำบาก เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และที่สำคัญคือ ให้นมลูกได้ยาก เด็กจะดูดนมได้ลำบาก ในรายที่เป็นไม่มากสามารถแก้ไขได้ โดยทำการดึงนวดบ่อยๆ ตั้งแต่เมื่อรู้ว่าเริ่มตั้งครรภ์ แต่หากหัวนมบอดเกิดขึ้นภายหลังวัยสาวรุ่นให้นึกเสมอว่าอาจมีความผิดปกติที่สำคัญเกิดขึ้น และเป็นอาการเตือนให้มาปรึกษาแพทย์
การปวดเต้านมตามรอบเดือน
การปวดเต้านมตามรอบเดือนเป็นอาการที่พบได้บ่อยของสาวๆ และหลายคนมักไปพบแพทย์กันค่อนข้างเร็ว เนื่องจากเกรงว่าจะมีความผิดปกติหรือคิดว่าเป็นอาการของมะเร็งเต้านม แต่ในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งเต้านมมักตรวจพบก้อนก่อน และมักไม่มีอาการเจ็บปวด การปวดเต้านมเพียงอย่างเดียวโดยที่ตรวจไม่พบความผิดปกติอื่นๆ อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องรับการรักษา เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่ในบางครั้งถ้าอาการปวดรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวันควรปรึกษาแพทย์
เนื้องอกชนิดธรรมดา หรือก้อนไฟโบรอะดีโนมา (Fibroadenoma)
ก้อนที่เต้านมนี้พบได้บ่อยในวัยรุ่น และเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นเนื้องอกธรรมดา เนื้องอกชนิดนี้เกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศในช่วงที่มีการพัฒนาเต้านม ปกติก้อนจะมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร อาจพบว่าโตขึ้นได้ช้าๆ และไม่มีอาการเจ็บปวด ก้อนจะมีลักษณะกลมกลิ้งไปมาได้เวลาคลำ การพบเนื้องอกชนิดนี้ถ้าได้รับการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอนแล้ว อาจไม่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดเอาก้อนออกเสมอไป เนื่องจากก้อนเนื้อนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อร้ายในภายหลัง นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่า หนึ่งในสามของก้อนที่พบยุบฝ่อลงไปได้เอง อีกหนึ่งในสามจะโตขึ้นเรื่อยๆ และอีกส่วนหนึ่งจะมีขนาดคงที่ ยกเว้นในกรณีที่ก้อนมีขนาดใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร หรือมีขนาดโตขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม
ซีสต์หรือถุงน้ำที่เต้านม
เกิดขึ้นจากการกระตุ้นของฮอร์โมน เพราะในช่วงของรอบเดือนจะมีการสร้างสารน้ำต่างๆ ขึ้นในส่วนของเต้านม เมื่อมีการสร้างสารน้ำและการดูดกลับคืนไม่สมดุลกันก็จะเกิดเป็นถุงน้ำค้างอยู่ ซีสต์อาจจะมีขนาดโตขึ้นเล็กน้อย หรือหายไปได้เองตามช่วงต่างๆ ของรอบเดือน ซีสต์หรือถุงน้ำพบได้บ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และอาจมีอาการปวดบริเวณก้อนร่วมด้วย สำหรับหลังวัยที่หมดประจำเดือนซีสต์จะค่อยๆ หายไปได้เอง แต่ถ้าพบอาการปวดร่วมด้วย หรือซีสต์มีขนาดใหญ่เพียงการใช้เข็มเจาะดูดน้ำออกก็เป็นการเพียงพอแล้ว ส่วนในกรณีน้ำที่ดูดออกมามีเลือดปนก็จะถูกส่งไปตรวจเพิ่มเติม เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเซลล์ที่ผิดปกติร่วมอยู่ด้วย
มะเร็งเต้านม
มักจะพบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันยังพบได้ในผู้ที่มีอายุน้อยลงเพิ่มมากขึ้น อาการที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การคลำพบก้อน ไม่มีอาการปวดหรือเจ็บ หากตรวจพบมะเร็งได้ในระยะเริ่มแรก จะมีโอกาสหายขาดสูงมาก นอกจากนี้อาการผิดปกติอื่นๆ ที่อาจจะพบร่วมด้วย ได้แก่ การมีน้ำหรือเลือดออกจากหัวนม มีแผลที่ลานหัวนม หัวนมบุ๋ม ผิวหนังของเต้านมบวมหรือถูกดึงรั้ง ก้อนที่มีขนาดโตขึ้นและไม่เจ็บ ก้อนอาจคลำได้ไม่ชัดเจน หรือพบก้อนที่รักแร้ร่วมด้วย เป็นต้น
หากตรวจพบความผิดปรกติหรือโรคต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคเพิ่มเติมและทำการรักษาต่อไป แต่ทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงทุกคนคือ การรู้จักหมั่นตรวจสอบสภาพร่างกายและดูแลเต้านมของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อ…ความรู้สึกรับรส ผิดปกติ

เมื่อ…ความรู้สึกรับรส ผิดปกติ (อ.ส.ม.ท.)
ผู้ป่วยบางรายมาหาหมอจีน บอกว่า รู้สึกขมคอ กินอะไรก็ไม่มีรสชาติ เป็นคนหงุดหงิดง่าย นอนหลับไม่สนิท มักฝันร้ายเสมอๆ อุจจาระไม่มาก ถ่ายไม่หมด อุจจาระไม่เป็นก้อน มีลักษณะเหนียว
ผู้ป่วยอีกรายหนึ่งมาหาหมอจีน ด้วยอาการ ความรู้สึกจืดชืดในรสชาติของอาหาร เบื่ออาหาร กินอะไรเข้าไปก็รู้สึกท้องอืด ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน กินยาลดน้ำตาล กลัวความเย็น อ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรง
ยังมีผู้ป่วยบางราย บอกกับหมอว่า ในปากรู้สึกว่ามีรสในคอหวานๆ ตลอดเวลา บางคนบอกว่ามีรสเค็ม บางคนบอกว่ามีรสเปรี้ยว บางคนมีรสฝาด
ความรู้สึกเกี่ยวกับการรับรสชาติผิดปกติ ไม่ได้มีความหมายเฉพาะ ที่เกี่ยวข้องกับต่อมรับรสบนลิ้นผิดปกติเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนความผิดปกติของร่างกายโดยเฉพาะการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมอาหารหรือระบบม้ามและกระเพาะอาหาร แต่ยังอาจรวมถึงอวัยวะภายใน (จั้งฝู่) อื่นๆ อีกด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกรับรสกับอวัยวะภายใน
ความรู้สึกรับรสผิดปกติ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของระบบม้ามและกระเพาะอาหาร แต่ยังเกี่ยวข้องกับอวัยวะภายในอื่นๆ อีกด้วย ในทางคลินิกที่พบเห็นบ่อยๆ คือ
1. ปากจืดชืดไม่มีรสชาติ ความรู้สึกรับรสอาหารลดลง บ่งบอกว่าอวัยวะม้ามและกระเพาะอาหารพร่องและอ่อนแอ หรือมีความเย็นความชื้นตกค้าง อุดกั้นส่วนกลาง (บริเวณกระเพาะอาหาร)
2. ปากรู้สึกหวาน ในปากในคอหรือน้ำลาย รู้สึกมีรสหวาน บ่งบอกกระเพาะอาหารและม้าม มีความร้อนชื้น หรืออ่อนแอพร่อง หรือพลังและยิ้นพร่อง
3. ปากรู้สึกเหนียว หรือรู้สึกว่าน้ำลายหรือในคอเหนียวหนืด บ่งว่า มีเสมหะร้อน หรือความร้อนชื้น หรือความเย็นชื้นตกค้างในระบบม้ามและกระเพาะอาหาร
4. ปากรู้สึกเปรี้ยว บางครั้งมีเรอเปรี้ยว หรือกลิ่นบูดเน่าของอาหาร บ่งบอกภาวะอาหารไม่ย่อย มักเกี่ยวข้องกับอาหารไม่ย่อย มีการตกค้างในกระเพาะอาหาร พลังตับอุดกั้นทำให้ระบบย่อยทำงานไม่ดี (เครียดลงกระเพาะ) พลังตับอุดกั้นจนกลายเป็นไฟ หรือการทำงานของตับกับกระเพาะอาหารไม่กลมกลืน
5. ปากรู้สึกขม เกี่ยวข้องกับไฟหัวใจ ลอยขึ้นส่วนบนหรือไฟร้อนของตับและถุงน้ำดี
6. ปากรู้สึกฝาด มักร่วมกับอาการแห้งของลิ้นและปาก บ่งบอกว่า มีความร้อนแห้ง ทำให้สารน้ำในร่างกายถูกทำลาย หรืออวัยวะภายในร้อน ทำให้เกิดไฟย้อนขึ้นบน เกิดความร้อนแห้ง
7. ปากรู้สึกเค็ม เกี่ยวข้องกับไต เช่นภาวะไตยินพร่อง, ไตหยางพร่อง, และภาวะบวมน้ำจากความร้อน หยางของไตน้อย
ความรู้สึกรับรสยังเกี่ยวข้องกับอายุ, อารมณ์, อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม เช่น
- ความรู้สึกรับรสของเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มากกว่าคนสูงอายุ
- ความรู้สึกรับรสตอนกลางคืน จะมากกว่ากลางวัน
- ความรู้สึกของคนรับรสขณะที่มีอารมณ์โมโห, กลัว, เศร้าโศก หรือขณะอ่อนเพลียมาก จะลดลงกว่าภาวะปกติ
- คนที่ดื่มเหล้า, หิวจัดเกินไป, นอนไม่พอ, ก็มีผลกระทบต่อความรู้สึกรับรส
ความรู้สึกรับรสกับสุขภาพองค์รวม
เมื่อพบว่ามีความรู้สึกรับรสผิดปกติ ที่ไม่ใช่ชั่วคราว (จากอาหารหรือยาที่กิน) ควรพิจารณาร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น การนอนหลับ, อารมณ์, การถ่ายอุจจาระ, สีหน้า, โรคพื้นฐานที่เป็นอยู่, และภาวะอื่นๆ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาวิเคราะห์ ภาวะความเสียสมดุลของร่างกาย ยินหยาง เลือดพลัง และภาวะ การตกค้างของของเสีย รวมถึงปัญหาของอวัยวะภายในจั้งฝู่ การรักษาโรคและปรับภาวะสมดุลภายใน ให้เข้าที่เข้าทาง ก็จะทำให้สามารถปรับภาวะความรู้สึกรับรสที่ผิดปกติให้หายได้
3 ผักผลไม้ดับกลิ่นปาก
จากหนังสือ ชีวจิต

3 ผักผลไม้ดับกลิ่นปาก (ชีวจิต)
ปัญหากลิ่นปากนอกจากจะลดทอนความมั่นใจ ยังบอกถึงปัญหาสุขภาพที่ต้องแก้โดยด่วน หากยังหาคำตอบไม่ได้ว่าปัญหามาจากไหน ควรเริ่มแก้ที่อาหารการกินและการขับถ่ายเป็นเรื่องแรกๆ วันนี้เราหอบหิ้วผลไม้ไฟเบอร์สูงมาฝากค่ะ
การกินอโวคาโดเป็นวิธีง่ายๆ อย่างหนึ่งค่ะ ที่ช่วยลดปัญหานี้ได้ เพราะเนื้อของอโวคาโดจะช่วยกำจัดอาหารที่เน่าเสียตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของกลิ่นปากให้หมดไป
นอกจากนี้ก็อยากให้ลองน้ำยาบ้วนปากสูตรเปรี้ยวซ่าแบบธรรมชาติดังต่อไปนี้ ส่วนผสมก็ไม่ยุ่งยากค่ะ มี น้ำคั้นจากขิงสด 1 ช้อนชา น้ำมะนาว 1 ช้อนชา น้ำอุ่น 1 แก้ว ผสมให้เข้ากัน กลั้วปากวันละครั้ง หลังแปรงฟันในตอนเช้า
ส่วนเรื่องการปรับระบบขับถ่ายให้สมดุลนั้น ตัวช่วยที่ดีที่สุด ก็คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สุขภาพดีต้องดูแลจากภายในค่ะ
จันทรานมัสการ โยคะ สยบเครียด
จากหนังสือ มติชน


จันทรานมัสการ โยคะ สยบเครียด (มติชน)
“ช่วงนี้ ไม่รู้เป็นไร เครียดจริงๆ ทั้งเรื่องงาน เงิน เพื่อน คนรัก ครอบครัว” ใครที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ควรหาวิธีบำบัดด่วน! โดยหนึ่งในวิธีที่ช่วยได้คือ การเล่นโยคะ ศาสตร์ที่เน้นการฝึกสมาธิ ไปพร้อมๆ กับการสร้างความเข้มแข็งให้ร่างกาย และผ่อนคลายจิตใจให้ปลอดโปร่ง
“ครูเล็ก” วรรณวีร์ แสงชะอุ่ม ครูฝึกโยคะ ได้แนะนำท่าโยคะสยบเครียดด้วยท่าจันทรานมัสการ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่รู้สึกเหนื่อยหรือเพลียจากการทำงาน หงุดหงิด กังวล หดหู่ ซึมเศร้า กว่าปกติ
“โยคะมีหลายแนวทางให้เลือกทำ เพื่อให้เหมาะสมกับร่างกายหรือภาวะจิตใจของผู้ฝึก แต่ความเชื่อหนึ่งที่เป็นจริงในหลักโยคะคือ ไม่ว่าจะฝึกในแบบไหน สิ่งที่ได้รับคือ สุขภาพที่ดีขึ้น และจิตใจที่ดีขึ้น” ครูเล็กชี้แจง
สำหรับการฝึก “จันทรานมัสการ” นั้น ครูเล็กได้แนะนำคร่าวๆ ถึงการฝึกท่าไหนมีประโยชน์อย่างไร โดยเน้นท่าที่ให้ประโยชน์กับร่างกายครบทุกส่วน
บรรยากาศในคลาส จันทรนมัสการ
“ท่ายืน” ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ช่วยข้อต่อ เข่า และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้องให้กระชับยิ่งขึ้น
“ท่าบิดลำตัว” เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย การบิดกระดูกสันหลังจะช่วยบิดกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในช่องท้องต่างๆ เมื่อคลายท่า โลหิตจะถูกสูบฉีดกลับไปหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ คลายความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ คอ หลัง ไหล่ ขา สะโพก แก้ท้องผูก กรดในท้อง ลมในท้อง
“ท่าโค้งตัว” โค้งแนวกระดูกสันหลัง และกลับบนลงล่าง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความแข็งแกร่งของกระดูกสันหลัง ข้อต่อ กล้ามเนื้อ ขา หัวไหล่ ช่องท้อง ลดความวิตกกังวล คลายเครียด ลดอาการหดหู่ กระตุ้นการทำงานของต่อมใต้สมอง กระตุ้นระบบฮอร์โมน และระบบย่อย ช่วยให้กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในทำงานได้ดียิ่งขึ้น
จันทรานมัสการ โยคะ สยบเครียด (มติชน)
“ช่วงนี้ ไม่รู้เป็นไร เครียดจริงๆ ทั้งเรื่องงาน เงิน เพื่อน คนรัก ครอบครัว” ใครที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ควรหาวิธีบำบัดด่วน! โดยหนึ่งในวิธีที่ช่วยได้คือ การเล่นโยคะ ศาสตร์ที่เน้นการฝึกสมาธิ ไปพร้อมๆ กับการสร้างความเข้มแข็งให้ร่างกาย และผ่อนคลายจิตใจให้ปลอดโปร่ง
“ครูเล็ก” วรรณวีร์ แสงชะอุ่ม ครูฝึกโยคะ ได้แนะนำท่าโยคะสยบเครียดด้วยท่าจันทรานมัสการ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่รู้สึกเหนื่อยหรือเพลียจากการทำงาน หงุดหงิด กังวล หดหู่ ซึมเศร้า กว่าปกติ
“โยคะมีหลายแนวทางให้เลือกทำ เพื่อให้เหมาะสมกับร่างกายหรือภาวะจิตใจของผู้ฝึก แต่ความเชื่อหนึ่งที่เป็นจริงในหลักโยคะคือ ไม่ว่าจะฝึกในแบบไหน สิ่งที่ได้รับคือ สุขภาพที่ดีขึ้น และจิตใจที่ดีขึ้น” ครูเล็กชี้แจง
สำหรับการฝึก “จันทรานมัสการ” นั้น ครูเล็กได้แนะนำคร่าวๆ ถึงการฝึกท่าไหนมีประโยชน์อย่างไร โดยเน้นท่าที่ให้ประโยชน์กับร่างกายครบทุกส่วน
บรรยากาศในคลาส จันทรนมัสการ
“ท่ายืน” ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ช่วยข้อต่อ เข่า และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้องให้กระชับยิ่งขึ้น
“ท่าบิดลำตัว” เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย การบิดกระดูกสันหลังจะช่วยบิดกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในช่องท้องต่างๆ เมื่อคลายท่า โลหิตจะถูกสูบฉีดกลับไปหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ คลายความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ คอ หลัง ไหล่ ขา สะโพก แก้ท้องผูก กรดในท้อง ลมในท้อง
“ท่าโค้งตัว” โค้งแนวกระดูกสันหลัง และกลับบนลงล่าง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความแข็งแกร่งของกระดูกสันหลัง ข้อต่อ กล้ามเนื้อ ขา หัวไหล่ ช่องท้อง ลดความวิตกกังวล คลายเครียด ลดอาการหดหู่ กระตุ้นการทำงานของต่อมใต้สมอง กระตุ้นระบบฮอร์โมน และระบบย่อย ช่วยให้กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในทำงานได้ดียิ่งขึ้น
จันทรานมัสการ โยคะ สยบเครียด (มติชน)
“ช่วงนี้ ไม่รู้เป็นไร เครียดจริงๆ ทั้งเรื่องงาน เงิน เพื่อน คนรัก ครอบครัว” ใครที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ควรหาวิธีบำบัดด่วน! โดยหนึ่งในวิธีที่ช่วยได้คือ การเล่นโยคะ ศาสตร์ที่เน้นการฝึกสมาธิ ไปพร้อมๆ กับการสร้างความเข้มแข็งให้ร่างกาย และผ่อนคลายจิตใจให้ปลอดโปร่ง
“ครูเล็ก” วรรณวีร์ แสงชะอุ่ม ครูฝึกโยคะ ได้แนะนำท่าโยคะสยบเครียดด้วยท่าจันทรานมัสการ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่รู้สึกเหนื่อยหรือเพลียจากการทำงาน หงุดหงิด กังวล หดหู่ ซึมเศร้า กว่าปกติ
“โยคะมีหลายแนวทางให้เลือกทำ เพื่อให้เหมาะสมกับร่างกายหรือภาวะจิตใจของผู้ฝึก แต่ความเชื่อหนึ่งที่เป็นจริงในหลักโยคะคือ ไม่ว่าจะฝึกในแบบไหน สิ่งที่ได้รับคือ สุขภาพที่ดีขึ้น และจิตใจที่ดีขึ้น” ครูเล็กชี้แจง
สำหรับการฝึก “จันทรานมัสการ” นั้น ครูเล็กได้แนะนำคร่าวๆ ถึงการฝึกท่าไหนมีประโยชน์อย่างไร โดยเน้นท่าที่ให้ประโยชน์กับร่างกายครบทุกส่วน
บรรยากาศในคลาส จันทรนมัสการ
“ท่ายืน” ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ช่วยข้อต่อ เข่า และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้องให้กระชับยิ่งขึ้น
“ท่าบิดลำตัว” เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย การบิดกระดูกสันหลังจะช่วยบิดกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในช่องท้องต่างๆ เมื่อคลายท่า โลหิตจะถูกสูบฉีดกลับไปหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ คลายความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ คอ หลัง ไหล่ ขา สะโพก แก้ท้องผูก กรดในท้อง ลมในท้อง
“ท่าโค้งตัว” โค้งแนวกระดูกสันหลัง และกลับบนลงล่าง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความแข็งแกร่งของกระดูกสันหลัง ข้อต่อ กล้ามเนื้อ ขา หัวไหล่ ช่องท้อง ลดความวิตกกังวล คลายเครียด ลดอาการหดหู่ กระตุ้นการทำงานของต่อมใต้สมอง กระตุ้นระบบฮอร์โมน และระบบย่อย ช่วยให้กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในทำงานได้ดียิ่งขึ้น
จันทรานมัสการ โยคะ สยบเครียด (มติชน)
“ช่วงนี้ ไม่รู้เป็นไร เครียดจริงๆ ทั้งเรื่องงาน เงิน เพื่อน คนรัก ครอบครัว” ใครที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ควรหาวิธีบำบัดด่วน! โดยหนึ่งในวิธีที่ช่วยได้คือ การเล่นโยคะ ศาสตร์ที่เน้นการฝึกสมาธิ ไปพร้อมๆ กับการสร้างความเข้มแข็งให้ร่างกาย และผ่อนคลายจิตใจให้ปลอดโปร่ง
“ครูเล็ก” วรรณวีร์ แสงชะอุ่ม ครูฝึกโยคะ ได้แนะนำท่าโยคะสยบเครียดด้วยท่าจันทรานมัสการ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่รู้สึกเหนื่อยหรือเพลียจากการทำงาน หงุดหงิด กังวล หดหู่ ซึมเศร้า กว่าปกติ
“โยคะมีหลายแนวทางให้เลือกทำ เพื่อให้เหมาะสมกับร่างกายหรือภาวะจิตใจของผู้ฝึก แต่ความเชื่อหนึ่งที่เป็นจริงในหลักโยคะคือ ไม่ว่าจะฝึกในแบบไหน สิ่งที่ได้รับคือ สุขภาพที่ดีขึ้น และจิตใจที่ดีขึ้น” ครูเล็กชี้แจง
สำหรับการฝึก “จันทรานมัสการ” นั้น ครูเล็กได้แนะนำคร่าวๆ ถึงการฝึกท่าไหนมีประโยชน์อย่างไร โดยเน้นท่าที่ให้ประโยชน์กับร่างกายครบทุกส่วน
บรรยากาศในคลาส จันทรนมัสการ
“ท่ายืน” ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ช่วยข้อต่อ เข่า และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้องให้กระชับยิ่งขึ้น
“ท่าบิดลำตัว” เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย การบิดกระดูกสันหลังจะช่วยบิดกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในช่องท้องต่างๆ เมื่อคลายท่า โลหิตจะถูกสูบฉีดกลับไปหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ คลายความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ คอ หลัง ไหล่ ขา สะโพก แก้ท้องผูก กรดในท้อง ลมในท้อง
“ท่าโค้งตัว” โค้งแนวกระดูกสันหลัง และกลับบนลงล่าง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความแข็งแกร่งของกระดูกสันหลัง ข้อต่อ กล้ามเนื้อ ขา หัวไหล่ ช่องท้อง ลดความวิตกกังวล คลายเครียด ลดอาการหดหู่ กระตุ้นการทำงานของต่อมใต้สมอง กระตุ้นระบบฮอร์โมน และระบบย่อย ช่วยให้กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในทำงานได้ดียิ่งขึ้น
คนแบบไหน ที่ต้องการวิตามินซี
จากหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์

คนแบบไหน ที่ต้องการวิตามินซี (เดลินิวส์)
ทราบหรือไม่ว่า คนแบบไหนที่ต้องเพิ่มวิตามินซีให้ตัวเองด่วน! วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีมาฝาก..
วิตามินซี เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายอีกชนิดหนึ่ง ที่ช่วยปกป้องเซลล์และสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง แถมยังช่วยเยียวยาร่างกายจากการบาดเจ็บ ช่วยให้ร่างกายต่อต้านการอักเสบ และ ป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วย
โดยทั่วไปแล้ววิตามินซีพบได้ในอาหารจำพวกผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ส้มสุกลูกไม้ต่างๆ ยิ่งในยุคสมัยใหม่อย่างนี้ก็มีผู้ผลิตนำมาอัดเม็ด เป็นอาหารเสริมจำหน่ายกันมากมายในปริมาณต่างๆ กันไป
นอกจากที่ว่าคนทั่วไปต้องการวิตามินซีแล้ว คนบางกลุ่มที่สุขภาพไม่ค่อยดี หรือมีความจำเป็นต้องได้รับอาหารเสริมวิตามินซีเพิ่มขึ้นมากกว่าคนทั่วไปก็มีเช่นกัน
- กลุ่มคนที่สูบบุหรี่
- กลุ่มคนที่เตรียมตัวผ่าตัด หรือเพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด
- ผู้ป่วยที่มีไตเทียม
- คนที่อยู่ในสถานที่อากาศเย็นเป็นเวลานาน
ใครที่อยู่ในข่ายเหล่านี้ ก็อย่าลืมหาอาหารที่มีวิตามินซี เป็นส่วนประกอบมาทานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดี
พบ 7 ใน 10 คนไทยยังไม่พอใจกับน้ำหนักตนเอง
จาก มติชนออนไลน์

จากผลของการสำรวจออนไลน์ชิ้นล่าสุดของนีลเส็นใน 52 ประเทศทั่วโลกเกี่ยวกับน้ำหนักตัว อาหารและการออกกำลังกาย เมื่อวันที่ 27 มกราคม ระบุว่าผู้บริโภคทั่วโลกมีความต้องการที่จะพัฒนาสุขภาพโดยการรับประทานอาหาร ที่ดีขึ้นและออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ผลการวิจัยพบว่าผู้บริโภคชาวไทยจำนวน 72% กำลังต่อสู้กับปัญหาน้ำหนักตัวของตนซึ่งจัดอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ โลก
การสำรวจถูกจัดทำขึ้นทางออนไลน์ในปลายเดือนกันยายน 2551 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจที่นีลเส็นจัดทำขึ้นเป็นประจำ ปีละสองครั้งเพื่อติดตามเทรนด์ของผู้บริโภคทั่วโลก และสำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภคในแต่ละทวีป ในประเทศไทย ผลการสำรวจมาจากการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชายและหญิงที่ใช้อินเตอร์เน็ต จำนวน 500 คน อายุ 15 ปี ขึ้นไป
เมื่อผู้บริโภคชาวไทยถูกถามว่า คิดอย่างไรเกี่ยวกับน้ำหนักปัจจุบันของตนเอง มีเพียงผู้บริโภคจำนวน 28% รู้สึกมีความสุขกับน้ำหนักของตน ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลก (40%) และผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิค (43%) คิดว่าตนมีน้ำหนักที่พอดีแล้ว นอกจากนี้ผู้บริโภคชาวไทยยังรู้สึกว่าตน “มีน้ำหนักเกินนิดหน่อย” (40%) “ค่อนข้างจะมีน้ำหนักเกิน” (15%) “น้ำหนักน้อยเกินไป” (11%) “น้ำหนักมากเกินไปมาก” (6%)
ประเทศไทย เอเชีย-แปซิฟิค ทั่วโลก
|
น้ำหนักน้อยเกินไป |
11% |
15% |
10% |
|
น้ำหนักพอดี |
28% |
43% |
40% |
|
น้ำหนักเกินนิดหน่อย |
40% |
27% |
32% |
|
ค่อนข้างจะมีน้ำหนักเกิน |
15% |
12% |
14% |
|
น้ำหนักมากเกินไป |
6% |
3% |
4% |
หากเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศในเอเซีย แปซิฟิค ประเทศไทยเป็นผู้นำของทวีปด้วยผู้บริโภคจำนวน 63% ที่กำลังพยายามจะลดน้ำหนัก ลำดับรองลงมาคือ ออสเตรเลีย (62%) และ ญี่ปุ่น(31%) ตามลำดับ
เอเซีย แปซิฟิค มีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดของผู้บริโภคที่มีความคิดเห็นต่อน้ำหนัก ตัวของตนว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ในขณะเดียวกันภูมิภาคนี้ก็เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์สูง ที่สุด คือ 53 เปอร์เซ็นต์ ของผู้บริโภคที่ต้องการจะลดน้ำหนัก โดยภูมิภาคที่ติดอันดับแรกของโลกที่พบผู้บริโภคที่ต้องการจะลดน้ำหนักคือ ทวีป ลาติน อเมริกา (57%)
ผลการวิจัยยังพบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกรวมทั้งผู้บริโภคชาวไทยส่วนมาก วางแผนที่จะลดน้ำหนักโดยต้องการจะเปลี่ยนแปลงนิสัยการรับประทานอาหารควบคู่ ไปกับการออกกำลังกาย โดยกลยุทธ์หลักก็คือ เน้นการปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารเป็นเรื่องแรก (85%) และออกกำลังกายให้มากขึ้นเป็นลำดับต่อมา (72%) การรับประทานยาตามคำสั่งจากแพทย์เป็นทางเลือกสุดท้ายที่คนไทยจะใช้ในการลด น้ำหนัก (ตารางที่ 2)
กลยุทธ์ในการลดน้ำหนัก
79% กล่าวว่าพวกเขาจะตัดอาหารที่มีไขมันออกไป
61% ปฏิญาณว่าจะรับประทานอาหารแบบเดิมแต่ลดปริมาณลง
59% ตั้งใจว่าจะลดการรับประทานช็อคโกแลต และน้ำตาล
40% จะรับประทานอาหารที่สดสะอาดจากธรรมชาติ
10% จะรับประทานอาหารที่แปรรูปให้น้อยลง
น้อยกว่า 10% เปลี่ยนไปใช้วิธีการลดน้ำหนักอย่างอื่น เช่น การรัปประทานอาหารตามทฤษฎีของแอ็ทกินส์ แบบโลว์คาร์บ การเข้าศูนย์ควบคุมน้ำหนัก หรือการเข้าโปรมแกรมการลดน้ำหนักของสถาบันต่างๆ
เมื่อกล่าวถึงทางเลือกของการออกกำลัง ผลปรากฏว่าผู้บริโภคจากทวีปอเมริกาเหนือ ได้แก่ ชาวอเมริกัน และแคนาดาซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้บริโภคที่คิดว่าตนมีน้ำหนักเกินมากที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ มีระดับการออกกำลังกายที่สูงที่สุดถึง 70% โดยระบุว่าพวกเขาออกกำลังกายอาทิตย์ละครั้งเป็นอย่างน้อย ในทางตรงกันข้ามผู้บริโภคในทวีป เอเซีย แปซิฟิค เป็นกลุ่มที่ควบคุมน้ำหนักของตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ออกกำลังกายน้อยกว่าภูมิภาคอื่นๆ โดยมีผู้บริโภค (58%) ที่ระบุว่าออกกำลังกายอาทิตย์ละครั้งเป็นอย่างน้อย
ส่วนในประเทศไทย ผู้บริโภค(60%) กล่าวว่าพวกเขาออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง โดยทางเลือกของการออกกำลังที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การวิ่ง (27 %) และเดิน (24%)
นางจันทิรา ลือสกุล กรรมการผู้จัดการ นีลเส็น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในขณะที่ปัญหาบางอย่างเช่น การลดน้ำหนักเป็นปัญหาที่ผู้บริโภคทั่วโลกตระหนักถึง แต่ผู้บริโภคในแต่ละทวีปก็มีการมองปัญหา และวิธีการทำให้ถึงจุดหมายที่แตกต่างกันไปอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่เราทราบจากการวิจัยไม่ใช่เป็นเพียงข้อมูลที่น่าจะบอกต่อแล้ว แต่ยังเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าต่อนักการตลาดที่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภคทั่ว โลก
รับประทานอาหารให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้นได้อย่างไร?
มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคชาวไทย (53 %) กล่าวว่าพวกเขายินดีที่จะตัดอาหารบางกลุ่มออกไปเพื่อที่จะรักษาความสมดุล ในขณะที่บางกลุ่ม (26%) กล่าวว่า พวกเขาจะรับประทานแบบเดิม แต่ควบคุมประมาณ และอีก 20 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าพวกเขาบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว
หากเปรียบเทียบระหว่างทวีป ประมาณ 20%ของผู้ตอบแบบสอบถามใน 4 ทวีปใน เอเชียแปซิฟิค ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา และละตินอเมริการู้สึกว่าพวกเขาบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่แล้ว ยกเว้นผู้บริโภคในทวีปอเมริกาเหนือ ได้แก่ชาวอเมริกัน และแคนาดา ที่คิดว่าพวกเขาสามารถที่จะปรับปรุงการรับประทานให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบันได้ โดยพบผู้บริโภคเพียง 14% คิดว่าอาหารที่เขารับประทานมีประโยชน์ต่อสุขภาพดีอยู่แล้ว
ความสับสนเกี่ยวกับข้อมูลของการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคในประเทศไทยและทั่วโลก รู้สึกสับสนกับข้อมูลเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ที่ตนได้รับ ในปัจจุบันอย่างล้นหลาม ซึ่งส่วนใหญ่จะขัดแย้งกันเอง เมื่อผู้บริโภคชาวไทยถูกถามว่า พวกเขาได้รับข้อมูลที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อ สุขภาพ ได้ที่ไหน
66% อ้างอิงข้อมูลที่มาจากหมอ และเภสัชกร
44% เชื่อรายการทางทีวี และสารคดี
41% เลือกหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
38% อ่านหนังสือเกี่ยวกับอาหาร และโภชนาการ
32% เชื่อในข้อมูลทางโภชนาการที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์ของสินค้า
หย่ากาแฟไม่ให้ปวดหัว
จากหนังสือ ชีวจิต

หย่ากาแฟไม่ให้ปวดหัว (ชีวจิต)
แม้หลายคนพยายามลด ละ เลิก เพื่อสร้างสุขภาพดีอย่างยั่งยืน แต่พองดดื่มไปซักมื้อสองมื้อก็เกิดอาการต่างๆ นานาเสียแล้ว แต่ที่พบบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นอาการปวดหัว
นอกจากความตั้งใจจริงแล้ว ลองทำตามวิธีเลิกกาแฟไม่ให้ปวดหัวดังนี้
1. ลดจำนวนถ้วยจากปกติลง 1 ถ้วย สัก 3-4 วัน จนรู้สึกว่าไม่กระวนกระวายแล้ว
2. ขั้นต่อมาให้ผสมกาแฟที่ไม่มีกาเฟอีน (decaf) ลงไป แล้วค่อยๆเพิ่มปริมาณของกาแฟที่ไม่มีกาเฟอีนทดแทนกาแฟปกติลงไปให้มากขึ้น
3. งดอาหารและเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ที่มีกาเฟอีนด้วย เช่น เครื่องดื่มประเภทโคล่า
4. สำหรับคนที่สูบบุหรี่และดื่มกาแฟในปริมาณมากอยู่แล้ว แนะนำให้ค่อยๆ เลิกทั้งสองอย่างพร้อมกัน เนื่องจากคนสูบบุหรี่สามารถนำกาเฟอีนในกระแสเลือดไปใช้ได้เร็วกว่าคนไม่สูบบุหรี่ หากไม่ลดจำนวนมวนบุหรี่ที่สูบ แต่ลดจำนวนกาแฟลง จะทำให้ปริมาณกาเฟอีนในกระแสเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการปวดหัว เพื่อป้องกันอาการปวดหัวและอาการกระวนกระวาย จึงควรค่อยๆลดบุหรี่ไปพร้อมๆ กัน