ปรับพฤติกรรม แก้โรคปวดหลัง
วันที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6640 ข่าวสดรายวัน
“อาการปวดหลังมากกว่าร้อยละ 80 เกิดจากพฤติกรรมที่ต่อเนื่อง เช่น การนั่งทำงาน การยืนในลักษณะที่ไม่ถูกต้องเป็นระยะเวลานาน โรคปวดหลังไม่สามารถหายขาดได้ ต้องดูแลร่างกายสม่ำเสมอ” ดร.มนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์ ไคโรแพรคติกแพทย์ จากสมาคมการแพทย์ ไคโรแพรคติกแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน “CHIROFIT” Helps People Get Back to Life งานเปิดบ้านหลังที่สอง “ไคโรฟิต ไคโรแพรคติก คลินิก แอท แบงค็อก เมดิเพล็กซ์ เอกมัย”
ภายในงานเชิญผู้ผ่านประสบการณ์การรักษาจากไคโรฟิต ไคโรแพรคติก คลินิก ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ได้แก่ พล ตัณฑเสถียร และอุ้ย-สุทัศนีย์ คุณผลิน ที่เป็นตัวแทนกลุ่มหนุ่มสาวทำงาน คล่องแคล่วว่องไว มักเกิดอาการปวดหลังปวดคอ จากอิริยาบถต่างๆ ที่ผิดที่ผิดทาง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ ไม่รักษาอาการอาจมีความเสี่ยงที่จะก่อปัญหาเรื้อรังได้
อีก 2 คน ได้แก่ ปั๋ง-ประกาศิต โบสุวรรณ เกิดอาการปวดหลังจากการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป กับ ตุ้ม-ณิชยา ชัยวิสุทธ์ สาวเวิร์กกิ้งวูแมนที่ติดรองเท้าส้นสูงเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหลังเรื้อรัง ทั้งสองเป็นกลุ่มผู้ที่เกิดอาการค่อนข้างรุนแรง และเข้ารับการรักษาตามโปรแกรมที่ออกแบบเฉพาะบุคคล มาร่วมเล่าประสบการณ์จากการรักษาพร้อมคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ในงานนี้จัดสัมมนาให้ความรู้ด้านสุขภาพเรื่อง “การรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด” จากนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการส่งเสริมการแพทย์ในเชิงป้องกัน รวมไปถึงการรณรงค์ให้ประชาชนรักษาสุขภาพในเชิงป้องกัน
พ.ญ.สุขจันทร์ พงษ์ประไพ รองนายกสมาคมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย และหัวหน้าแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กล่าวถึงปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการปวดหลังเรื้อรังและการรักษาว่า ในช่วงหนึ่งของชีวิตคนทุกคนมีโอกาสเกิดอาการปวดหลังได้ไม่มากก็น้อย จากสาเหตุต่างๆ รอบตัวที่เราอาจคาดไม่ถึงหรือมองข้ามไป
มีรายงานการสำรวจในต่างประเทศว่า ร้อยละ 80 ของประชากร ประสบปัญหาการปวดหลัง โดยร้อยละ 70 มักจะหายจากอาการภายใน 3 สัปดาห์ ร้อยละ 80-90 มักจะหายภายใน 3 เดือน และมีผู้มีอาการปวดหลังประมาณร้อยละ 10-20 จะแปรเปลี่ยนไปเป็นภาวะ “การปวดหลังเรื้อรัง”
สาเหตุของการปวดหลัง เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบๆ ข้อต่อกระดูกสันหลัง และความผิดปกติของระบบประสาท
ดังนั้น การรักษาอาการปวดหลังของสาเหตุดังกล่าวข้างต้น เมื่อวินิจฉัยได้แล้วก็รักษาอาการตามสาเหตุที่พบ แต่บ่อยครั้งผู้ที่มีอาการปวดหลังไม่สามารถวิเคราะห์หาสาเหตุได้ชัดเจน ต้องอาศัยการรักษาตามอาการ
หลักการรักษา ได้แก่ การลดความเจ็บปวดโดยการใช้ยา การรักษาทางกายภาพบำบัด หรือทางเลือกอื่นๆ เช่น การฝังเข็ม การนวด และไคโรแพรคติก เป็นต้น จากนั้นต้องมีการรักษาแก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ โดยลดความตึงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรงและทนทาน และเพิ่มความฟิตของร่างกาย นอกจากนี้ต้องมีการแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลัง ทั้งการนอน นั่ง ยืน เดิน รวมถึงการทำงานและการเล่นกีฬาที่เหมาะสม
สำหรับการรักษาด้วยการผ่าตัด มีเพียงประมาณร้อยละ 3-5 ที่เลือกใช้วิธีนี้ ซึ่งจะต้องมีข้อบ่งชี้และตรวจได้อย่างชัดเจนว่า กระดูกสันหลังไม่มั่นคง เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งบางชนิด ช่องกระดูกสันหลังตีบอย่างรุนแรง มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงของขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน หรือการควบคุมระบบขับถ่ายผิดปกติ การปวดหลังเรื้อรังและการผ่าตัดทำให้ทุเลาปวดลงได้
แต่การป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดหลังนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม ตามที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์แนะนำ ร้อยละ 80 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย และร้อยละ 20 ขึ้นอยู่กับผู้รักษา
ด้าน ดร.มนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์ ไคโรแพรคติกแพทย์ จากสมาคมการแพทย์ ไคโรแพรคติกแห่งประเทศไทย กล่าวถึงโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนว่า หมอนรองกระดูกเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่คล้ายถุงน้ำหุ้มกระดูกอ่อน ภาวะผิดปกติของหมอนรองกระดูกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม อุบัติเหตุ โรคติดเชื้อต่างๆ ไปจนถึงการทำงานผิดปกติ หรือการรับน้ำหนักที่มากเกินไป
ทั้งสองสาเหตุนี้ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่สืบเนื่องมาจากอิริยาบถที่ผิดสุขลักษณะและเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งจากการนั่ง ยืน ก้ม เงย เอียงตัวไปมา หรือแม้แต่การออกกำลังกาย
เมื่อร่างกายของเราปราศจากการทำงานของหมอนรองกระดูกที่สมดุลแล้ว จะส่งผลเสียต่อการเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบต่างๆ ทั้งการรับแรงกระแทก และการถ่ายเทสารอาหารสู่ข้อต่อต่างๆ จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จนในที่สุดหมอนรองกระดูกจะเสื่อมสภาพและเคลื่อนไปจากตำแหน่งปกติ เราเรียกภาวะเช่นนี้ว่า “โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน”
“ภาวะหมอนรองกระดูกผิดปกติ” จะส่งผลต่อร่างกายในรูปแบบอื่นๆ อีกมาก เช่น การปวดหลังเฉียบพลัน การปวดลงขา เกิดอาการชาตามตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ การรักษาความผิดปกติเช่นนี้ทำได้โดยการจัดโครงสร้าง กินยา ทำกายภาพบำบัด และการผ่าตัด แต่การแพทย์ในปัจจุบันนี้คิดค้นเทคนิคใหม่ๆ โดยไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด คือใช้วิธีลดการกดทับของหมอนรองกระดูก หรือที่เรียกว่า Spinal Decompression Therapy (SDT) แทน วิธีนี้จะช่วยลดภาวะการรับน้ำหนักที่มากเกินไปของหมอนรองกระดูก และช่วยจัดเรียงแนวกระดูกสันหลัง และฟื้นฟูบริเวณหมอนรองกระดูกให้คืนสู่ภาวะสมดุลได้
ปิดท้ายที่ น.พ.อาลี เอส โมฮัมเมด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาการปวดจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา กล่าวถึง เทคโนโลยีการรักษาที่เรียกว่า Spinal Decompression Therapy (SDT) ว่า เป็นการรักษาแบบใหม่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์สำหรับอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง และอาการปวดร้าวลงขา
การรักษาด้วยระบบนี้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ปราศจากความเสี่ยงจากการฉีดยา การใช้ยาสลบและการผ่าตัด เพราะออกแบบมาให้ลดแรงกดทับบนโครงสร้างที่อาจทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังบริเวณกระดูกสันหลังได้ บรรเทาอาการปวดที่เกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน หมอนรองกระดูกเสื่อม และอาการปวดร้าวลงขา เป็นเครื่องมือที่ช่วยปรับกระดูกสันหลัง ลดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูก และเส้นประสาทไขสันหลัง ช่วยรักษาบริเวณหลังให้กลับสู่ภาวะสมดุลได้เองโดยธรรมชาติ SDT เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดที่สามารถตั้งโปรแกรมในการดึง ขณะเดียวกันยังทำตามความโค้งธรรมชาติของกระดูกสันหลัง ผู้ป่วยส่วนมากพบว่าอาการปวดและอาการอื่นๆ บรรเทาลงและลดลงอย่างต่อเนื่องระหว่างการบำบัดรักษา
สำหรับผู้สนใจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางกับไคโรฟิต ไคโรแพรคติก คลินิกฯ สาขาเอกมัย โทร.0-2713-6745-6 หรือสาขาทองหล่อ ชั้น 8 อาคารโฮมเพลส โทร.0-2712-7383-6 หรือ www.chirofitbangkok.com
สมองดี เริ่มที่…นมแม่ / ศ.คลินิก นพ.วีระพงษ์ ฉัตรานนท์ กุมารแพทย์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2551 07:22 น.
หากถามว่าคุณพ่อคุณแม่ปรารถนาอะไรจากลูกน้อย คำตอบที่มักได้ยิน คือ อยากให้ลูกเก่งและดี ซึ่งจะเป็นจริงได้ ต้องเริ่มต้นจากนมแม่และความรักความห่วงใยที่มีให้อย่างเต็มเปี่ยม
** นมแม่ อาหารที่วิเศษสุด
นมแม่เป็นอาหารที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างมีคุณค่า ครบถ้วน เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกน้อย ช่วยให้ลูกแข็งแรง และส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสมอง
สมองของคนเรา มีพัฒนาการเริ่มตั้งแต่ในครรภ์ ซึ่งจะพัฒนาเร็วกว่าอวัยวะระบบอื่นภายหลังคลอดเกือบ 2 เท่า และที่มหัศจรรย์กว่านั้น ไม่มีระยะไหนที่การเติบโตของสมองจะเฉื่อยเหมือนอวัยวะระบบอื่น โดยเฉพาะในขวบปีแรก ขนาดของสมองจะเพิ่มมากกว่าระยะใดๆ จากน้ำหนักสมองแรกเกิดประมาณ 400 กรัม (ประมาณ 25% ของสมองผู้ใหญ่) เพิ่มเป็น 1,000 กรัมเมื่ออายุ 1 ขวบ ขณะที่สมองผู้ใหญ่จะหนักประมาณ 1,400 กรัม
แม้เซลล์สมองซึ่งมีอยู่ประมาณหนึ่งแสนล้านเซลล์นั้น จะไม่เพิ่มขึ้นหลังคลอด แต่สิ่งที่เพิ่มคือ จำนวนเซลล์พี่เลี้ยง ขนาดของเซลล์ และการขยายเครือข่ายของเซลล์ ได้แก่ แขนงรับ-ส่งข้อมูล และจุดเชื่อมประสาท โดยแต่ละเซลล์จะมีจุดเชื่อมประมาณ 2,500 จุด และเพิ่มขึ้นประมาณ 15,000 จุดต่อหนึ่งเซลล์เมื่ออายุ 2-3 ขวบ ซึ่งจะมากกว่าสมองของผู้ใหญ่ประมาณ 2 เท่า โดยการเกื้อหนุนของการเลี้ยงดู ตั้งแต่การได้รับสารอาหารที่เหมาะสมและครบถ้วน ไปจนถึงสารอื่นที่จำเป็นต่อพัฒนาการของสมอง รวมไปถึงการเกิดโรคติดเชื้อที่ทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงักเป็นที่น่าเสียดายว่าวงจรประสาทที่สำคัญที่ถูกวางไว้นี้ หากส่วนไหนไม่ได้รับการกระตุ้นให้ใช้งานอย่างต่อเนื่องหรือเพียงพอ ก็อาจทำให้ถูกขจัดเพิ่มขึ้นอีกจากการตัดแต่งประสาทได้ จึงมีคำที่กล่าวถึงพัฒนาการของสมองว่า “Use it or lose it” คือ ให้ใช้มันเสียมิฉะนั้นจะสูญเสียมันไปแต่สมองคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การที่เด็กได้เรียนรู้ ได้มีประสบการณ์ต่างๆ ที่เหมาะสมโดยเฉพาะจากแม่ ยังอาจทำให้มีวงจรประสาทใหม่ๆ เกิดขึ้นได้อีกด้วย
จะเห็นได้ว่า พัฒนาการของสมอง เป็นผลของการประสมประสานการทำงานระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการเลี้ยงดูด้วย ซึ่งระยะก่อนคลอด พันธุกรรมจะมีบทบาทมากกว่า แต่เมื่อหลังคลอดสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูจะมีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะสารอาหารสำคัญและวิเศษสุดที่ลูกได้รับจากนมแม่ มีตั้งแต่
1.ความเหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ และการย่อยง่าย
2.มีสารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมอง นอกจากกรดอะมิโน taurine, carnitine กรดไขมัน arachidonic acid (AA หรือ ARA) และ docosahexaenoic acid (DHA) ซึ่งเพิ่งถูกนำมาเติมในนมผสมแล้ว ยังมีสารสำคัญต่อพัฒนาการของสมองที่ยังไม่มีในนมผสม คือ nerve growth factor ฮอร์โมน และเอนไซม์แทบทุกชนิดที่ร่างกายต้องการนำมาใช้ในการพัฒนาสมองอย่างครบถ้วนด้วย
3.มีสารต่อสู้เชื้อโรค ซึ่งมีอยู่ในนมแม่หลายชนิด สามารถทำงานเสริมฤทธิ์ต่อสู้กับเชื้อได้มากมาย ทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายและสมองไม่หยุดชะงักจากการติดเชื้อ
นอกจากนมแม่จะมีคุณประโยชน์มากมายแล้ว ยังสร้างสัมผัสรักจากแม่ ส่งผ่านไปยังภาษากายอย่างการโอบอุ้ม การโต้ตอบระหว่างแม่และลูก เป็นพื้นฐานสำคัญของกระบวนการเรียนรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้า ขณะให้นมลูก ลูกจะสบตาแม่ เป็นการสื่อสารที่ถ่ายทอดผ่านการมองเห็น การสัมผัสผิวแม่ผ่านมือเล็กๆ ขณะที่ลิ้นของลูกก็รับรสน้ำนมแม่ ให้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย ส่วนหูของลูกได้ยินเสียงที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัว ดังนั้น ประสาทสัมผัสทุกส่วนของลูกจะถูกกระตุ้นให้เกิดการทำงานด้วยความรู้สึกดีๆ ที่แม่ได้ถ่ายทอดสู่ลูก
ฉะนั้น การที่แม่อยู่กับลูกตลอดเวลา จึงมีความสำคัญและจำเป็นเนื่องจาก แม่จะเป็นผู้ที่กระตุ้นให้วงจรประสาทในสมองของลูกทำงานได้เต็มที่และต่อเนื่อง ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง ทำให้ลูกมีความฉลาดทางปัญญา (Intelligence Quotient – I.Q.) สูง นอกจากนี้ แม่ยังเป็นผู้วางรากฐานสุขภาพจิตที่ดีให้แก่ลูก เพราะแม่และลูกที่ได้สัมผัสและอยู่ด้วยกันตั้งแต่ภายในครึ่งชั่วโมงหลังคลอดตามบันไดสิบขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะทำให้ลูกมีภาวะจิตใจที่มั่นคง อีกทั้งแม่ยังเป็นผู้วางรากฐานให้ลูกมีความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient – E.Q.) วุฒิทางคุณธรรม/ศีลธรรม (Moral Quotient – M.Q.) และความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค (Adversity Quotient – A.Q.)
นับว่าแม่เป็นคนแรกที่มีบทบาทสำคัญในชีวิต ที่วางรากฐานให้ลูกเติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์และมีคุณภาพ
** อบรมส่องกล้องระบบทางเดินอาหารกับญี่ปุ่น
ศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหารวีกิจ วีรานุวัตติ์ รพ.ศิริราช ร่วมกับ Therapeutics, Kyushu University Hospital, Japan ขอเชิญบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมวิชาการ เรื่อง 3rd International Advanced Endoscopy :Tele-conference Live demonstration ระหว่างวันที่ 19-20 สิงหาคม 2551 เวลา 08.30-16.00 น.ณ ศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหารวีกิจ วีรานุวัตติ์ ตึก 84 ปี ชั้น 3 พบสาธิตการทำหัตถการต่าง ๆ ในการรักษาโรคระบบทางเดินอาหารด้วยวิธีส่องกล้องจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในประเทศและต่างประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และตอบข้อซักถาม ค่าลงทะเบียนอบรม 1,000 บาท สนใจสมัครหรือสอบถามเพิ่มเติมที่ คุณทิพวรรณ สุวิมล โทร.0-2419-8005
ริดสีดวงทวาร
มีวิจัยที่เชื่อได้ว่าริดสีดวงทวารเกิดจากหลาย ๆ สาเหตุ อย่างเช่น
1. ท้องผูก หรือ ท้องเสียเป็นประจำ (รวมถึงอาหารที่ทานส่วนใหญ่เป็นเนื้อมากผักซึ่งเป็นกาก)
2. การขาดการออกกำลังกาย
3. ความเครียด
4. ในบางครั้งเกิดจากการปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง เช่นการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน หรือการรับประทานอาหารอย่างรีบเร่งในแต่ละมื้อก็มีส่วน
5. ภาวะการตั้งครรภ์
6. พันธุกรรม
7. ความชรา
8. หรือในบางครั้งเกิดจากธาตุเจ้าเรือนของคนคนนั้น คือ ภายในร่างกายเขาร้อนจนเกินไป
ในการรักษาโรคนี้ไม่สามารถหายขาดได้ เป็นไปได้ว่าเมื่อหายแล้วอาจกลับมาเป็นอีก เนื่องจากพฤติกรรมในแต่ละข้อที่กล่าวมา ก่อนอื่นให้ลองดูว่าสาเหตุที่ตัวเองเป็นเกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากการรับประทานเนื้อมากกว่ากาก งั้นขอให้เริ่มรับประทานผักทุกมื้อ มื้อละ 4-5 ช้อน (เป็นการเริ่มต้น) ก่อนทานอาหารเช้าและเย็นทานเพชรสังฆาต 3 แคปซูล และในตอนเย็นหลังทานข้าวเรียบร้อยสักพักหนึ่ง ให้ทานผลไม้ที่กากเยอะมาก ๆ เช่น แก้วมังกรสัก 1 ผล , กล้วย 2 ลูก, ส้ม สัก 3-4 ผล รับประกันได้เลยค่ะว่าตอนเช้าจะถ่ายง่ายมาก ไม่ต้องใช้ยาถ่ายร่วมกับเพชรสังฆาตเลย ถ้าทำเช่นนี้ 2-3 อาทิตย์อาการดีขึ้นเยอะ แสดงว่าการเป็นริดสีดวงของคุณเป็นเนื่องจากการรับประทานอาหาร แต่ถ้าดีขึ้นเล็กน้อย ให้ลองเปลี่ยนวิธีรับประทานอาหารพร้อม ๆ กับการออกกำลังกายวันละประมาณ 15-30 นาที อย่าออกกำลังกายแบบหักโหมนะคะ ให้ลองออกกำลังกายแบบสบาย ๆ พอให้เหงือตกนิด ๆ ก็พอ เช่น โยคะ, เดิน หรือว่ายน้ำ (อันนี้เหงื่อไม่ตก) ถ้าดีขึ้นเยอะแสดงว่าร่างกายของคุณขาดการออกกำลังกายอย่างรุนแรง จึงแสดงออกมาในลักษณะของโรค แต่ในบางท่านอาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ให้สงสัยว่าลักษณะของโรคริดสีดวงที่คุณเผชิญอยู่น่าจะเกิดจากความเครียด ถ้าเป็นเช่นนั้น ตัวคุณเองควรที่จะผ่อนคลายความเครียดในแบบที่คุณคิดว่าดีที่สุดสำหรับคุณ รวมถึงทำกิจกรรมที่แนะนำไปตั้งแต่ต้นไปพร้อม ๆ กัน น่าจะช่วยให้ริดสีดวงหายและกลับมาเป็นยากขึ้นนะคะ


