ลดรอยฝ้าและกระให้จางลงด้วยหัวไชเท้า
วันที่ 8 กันยายน 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ใครที่อยากลดรอยฝ้าและกระให้จางลง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเคล็ดลับเรื่องนี้มาบอก…
หัวไชเท้าเป็นสมุนไพรที่มีอยู่ในตำรายาจีน โดยแนะนำให้คนวัยทองนำหัวไชเท้าดิบมาหั่นซอยเป็นเส้นฝอยกินวันละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ หรือมื้อละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้ง (ถ้ารู้สึกมีกลิ่นฉุนอาจรับประทานร่วมกับน้ำผึ้ง) เชื่อว่าจะทำให้ผิวพรรณสดใสมีน้ำมีนวล ดูเปล่งปลั่งเหมือนคนหนุ่มสาว ยังเชื่อว่าหัวไชเท้าช่วยกำจัดพิษ สามารถช่วยให้ปัสสาวะใส ไม่ขุ่น ช่วยชำระล้างผนังกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยย่อย และช่วยทำให้หายใจโล่งขึ้น
ประโยชน์อีกอย่างของหัวไชเท้า คือ สามารถช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางลงได้ โดยนำหัวไชเท้า 1 หัว (ขนาดเล็ก) มาล้างน้ำให้สะอาด ทำการปอกเปลือก แล้วหั่นบาง ๆ นำไปปั่นให้พอละเอียด ใส่น้ำมะนาวประมาณ 1 ช้อนแกง ปั่นรวมกันอีกครั้ง ใช้ทาทั่วผิวหน้า (ยกเว้นรอบดวงตาและปาก) ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำจะช่วยลดฝ้า และกระให้จางลง
ถ้าอยากให้ฝ้าและกระจางลง ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.
ติดกาแฟ ไม่ได้ดื่ม หงุดหงิด ปวดหัว
วันที่ 31 สิงหาคม 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
มีคอกาแฟสอบถามเข้ามาว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น เอสเพรสโซ่ คาปูชิโน่ ม็อคค่า ลาเต้ ทั้งร้อน และเย็น ถ้าวันไหนไม่ได้ดื่มแล้วรู้สึกหงุดหงิด แสดงว่าติดกาแฟใช่หรือไม่
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุร วัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า กาแฟ ถ้าดื่มน้อย ๆ แต่พอดีจะมีฤทธิ์กระตุ้นสมองและหัวใจทำให้สมองโปร่ง รู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง แต่ถ้าดื่มมากเกินไปจะทำให้ติด พอติดจะยิ่งดื่มในปริมาณที่มากขึ้น ทำให้สมองและหัวใจทำงานหนัก เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นได้
ปกติกาแฟ 1 ถ้วยกาแฟ จะมีกาเฟอีนประมาณ 40-50 มิลลิกรัม กาแฟที่ระบุว่าไม่มีกาเฟอีนก็ยังมีกาเฟอีน อยู่ แต่น้อยประมาณ 3 มิลลิกรัม ส่วนกาแฟเย็นแก้วใหญ่ ๆ ยาว ๆ นั้น น่าจะมีกาเฟอีนประมาณ 40-70 มิลลิกรัม แต่กาแฟยี่ห้อดังบางยี่ห้ออาจมีปริมาณกาเฟอีน มาก กว่านี้
ปัจจุบันมีความเชื่ออันหนึ่งว่า กาแฟแก่ ๆ อย่างเอสเพรสโซ่ มีรสเข้มข้น มีความขมน่าจะมีกาเฟอีนเยอะ ความจริงแล้วความขมไม่ได้บอกว่ามีกาเฟอีนเยอะ อย่าง เอสเพรสโซ่ 1 ช้อนเท่ากับดื่มน้ำอัดลม 1 กระป๋อง เท่านั้นเอง การที่บางคนบอกว่า ดื่มเอสเพรสโซ่แล้วปวดหัว แต่ดื่มน้ำอัดลมเป็นลิตรไม่ปวดหัว น่าจะเป็นเรื่องของอุปาทานมากกว่า
ดังนั้นการดื่มกาแฟในคนทั่วไปจึงไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ 4 ถ้วยกาแฟต่อวัน โดยปริมาณกาเฟอีนที่เป็นพิษต่อร่างกาย คือ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่คนที่ติดกาแฟ มาก ๆ อาจดื่มได้ถึงวันละ 20 ถ้วยโดยไม่รู้สึกเป็นพิษ
อาการของคนที่ติดกาแฟ คือ เมื่อใดก็ ตามที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ จะรู้สึกหงุดหงิด ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ขอได้กลิ่นกาแฟสักนิดก็ยังดี ซึ่งคนที่ติดกาแฟส่วนใหญ่จะติดน้ำอัดลมด้วย
สำหรับคนที่ไม่ควรดื่มกาแฟเลย คือ คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคทางสมอง และโรคไมเกรน เพราะอาจทำให้โรคกำเริบได้
กรณีที่มีความเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะช่วยลดน้ำหนัก ขอเรียนว่าไม่เป็นความจริง การดื่มกาแฟอาจจะทำให้ปัสสาวะมากขึ้น แต่ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก ส่วนที่บอกว่า กาแฟมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายอนุมูลอิสระนั้น ก็ต้องบอกว่า การรับประทานผักและผลไม้ในชีวิตประจำวันร่างกายก็ได้รับสารแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่แล้ว
มีการมองว่ากาเฟอีนจากธรรมชาติในกาแฟไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อร่างกายเหมือนกาเฟอีนสังเคราะห์ ? นพ.กฤษดา กล่าวว่า ฤทธิ์ของกาเฟอีน สังเคราะห์กับธรรมชาติไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ข้อดีของกาเฟอีนธรรมชาติคือจะมีสารต้านสนิมอนุมูลอิสระ ส่วนกาเฟ อีนสังเคราะห์จะไม่มี
คนที่อยากจะเลิกดื่มกาแฟต้องทำอย่างไร ? นพ.กฤษดา กล่าวว่า ในคนที่ติดกาแฟมาก ๆ อาจจะใช้วิธี ค่อย ๆ ลดปริมาณการดื่มกาแฟลง ไม่ต้องหักดิบ โดยเปลี่ยนจากการดื่มกาแฟ เป็นอาหารอย่างอื่นที่มีปริมาณกาเฟอีน เช่น เปลี่ยนเป็นช็อกโกแลต หรือชาแทน ถ้าเลิกไม่ได้ก็ไม่ควรดื่มเกินปริมาณที่กำหนด ถ้าไม่อยากได้กาเฟอีนมากอย่าชงนาน อย่าใช้ความร้อนนาน เพราะกาเฟอีนจะยิ่งออกเยอะ
ท้ายนี้คงต้องบอกว่า การติดกาแฟไม่ได้เป็นอันตรายเหมือนยาเสพติด คนที่ดื่มกาแฟควรรู้ว่าดื่มในปริมาณเท่าใดถึงจะกำลังดี ถ้าไม่ดื่มได้ก็จะเป็นการดี แต่ถ้าเลิกไม่ได้ ก็ไม่ควรดื่มเกินวันละ 4 ถ้วย โดยเฉพาะการดื่มกาแฟที่ใส่น้ำตาลเยอะ ๆ ก็จะยิ่งทำให้ดื่มกาแฟได้มากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณกาเฟอีนมากขึ้น.
suwatb@dailynews.co.th
ผลวิจัยชี้ทำงานนั่งโต๊ะแสนสบาย เสี่ยงทักทายมะเร็งต่อมลูกหมาก
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2551 12:26 น.
เดลิเมล์ – ผลศึกษาพบผู้ชายทำงานนั่งโต๊ะมีแนวโน้มเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่าผู้ชายที่ใช้แรงงานถึง 30%
ที่มาที่ไปของเรื่องนี้คือการที่นักวิจัยต้องการหาคำตอบว่า ระดับกิจกรรมทางกายในสถานที่ทำงานเกี่ยวโยงกับเนื้องอกหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ ผู้ชายที่ทำงานราชการ ครู หรือในสำนักงาน มีแนวโน้มเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่าคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อาบเหงื่อต่างน้ำ เช่น ผู้ใช้แรงงาน ช่างตัดผม และคนทำขนมปังขนมอบ ผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารยูโรเปียน เจอร์นัล ออฟ แคนเซอร์ พรีเวนชัน ถือเป็นการตอกย้ำประโยชน์ของการออกกำลังกายเป็นประจำในการลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก แม้เชื่อกันว่า การออกกำลังกายในช่วงเวลาว่างช่วยปกป้องมะเร็งหลายชนิด แต่กลับมีการศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมในที่ทำงานที่มีผลต่อเรื่องนี้น้อยมาก ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอเธนส์ กรีซ ศึกษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก 320 คน และเปรียบเทียบกับผู้ชายอีกกลุ่มที่ไม่ได้เป็นโรคนี้ อาสาสมัครทั้งหมดต้องตอบคำถามเกี่ยวกับงานที่ทำ และผลที่ออกมาบ่งชี้ว่า ผู้ชายที่ทำงานในสำนักงานมีแนวโน้มเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น 30% และ 40% สำหรับโรคต่อมลูกหมากโต ที่ทำให้มีปัญหาในการปัสสาวะ และแม้ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็จำเป็นต้องผ่าตัด ในรายงาน ดร.อาเรติ ลาจิโอ ผู้นำการวิจัย กล่าวว่าในปี 1997 ยังไม่เคยมีการระบุว่ากิจกรรมทางกายเป็นปัจจัยที่อาจป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างทศวรรษที่แล้ว พบหลักฐานมากขึ้นว่ากิจกรรมดังกล่าวอาจมีผลปกป้องโรคดังกล่าวได้จริง อนึ่ง ความเสี่ยงของโรคนี้จะเพิ่มขึ้นตามวัย โดยผู้ชายที่อายุ 50 ปีขึ้นไปมีโอกาสเป็นมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยทางพันธุกรรมมาเกี่ยวข้องด้วย เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นระบุว่าสารอาหารในบร็อกโคลีอาจช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยการลดการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมของยีนที่อาจส่งผลให้เนื้องอกหยุดการเจริญเติบโตหรือโตช้าลง