หย่ากาแฟไม่ให้ปวดหัว
จากหนังสือ ชีวจิต

หย่ากาแฟไม่ให้ปวดหัว (ชีวจิต)
แม้หลายคนพยายามลด ละ เลิก เพื่อสร้างสุขภาพดีอย่างยั่งยืน แต่พองดดื่มไปซักมื้อสองมื้อก็เกิดอาการต่างๆ นานาเสียแล้ว แต่ที่พบบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นอาการปวดหัว
นอกจากความตั้งใจจริงแล้ว ลองทำตามวิธีเลิกกาแฟไม่ให้ปวดหัวดังนี้
1. ลดจำนวนถ้วยจากปกติลง 1 ถ้วย สัก 3-4 วัน จนรู้สึกว่าไม่กระวนกระวายแล้ว
2. ขั้นต่อมาให้ผสมกาแฟที่ไม่มีกาเฟอีน (decaf) ลงไป แล้วค่อยๆเพิ่มปริมาณของกาแฟที่ไม่มีกาเฟอีนทดแทนกาแฟปกติลงไปให้มากขึ้น
3. งดอาหารและเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ที่มีกาเฟอีนด้วย เช่น เครื่องดื่มประเภทโคล่า
4. สำหรับคนที่สูบบุหรี่และดื่มกาแฟในปริมาณมากอยู่แล้ว แนะนำให้ค่อยๆ เลิกทั้งสองอย่างพร้อมกัน เนื่องจากคนสูบบุหรี่สามารถนำกาเฟอีนในกระแสเลือดไปใช้ได้เร็วกว่าคนไม่สูบบุหรี่ หากไม่ลดจำนวนมวนบุหรี่ที่สูบ แต่ลดจำนวนกาแฟลง จะทำให้ปริมาณกาเฟอีนในกระแสเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการปวดหัว เพื่อป้องกันอาการปวดหัวและอาการกระวนกระวาย จึงควรค่อยๆลดบุหรี่ไปพร้อมๆ กัน
ซดกาแฟจัดประสาทหลอน ฤทธิ์คาเฟอีนซ้ำเติมร่างกายให้เครียดจัด
16 ม.ค. 52 จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
นักวิจัยเมืองน้ำชากล่าวเตือนว่า ผู้ที่กินกาแฟ ชา ช็อกโกแลต หรือเครื่องดื่มเสริมพลัง ที่มีคาเฟอีนมากๆ อาจจะมีอาการประสาทหลอนได้ เห็นผีเห็นสาง หรือแว่วเสียงแปลกๆ
นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเดอแฮม กล่าวว่า คอกาแฟที่ดื่มกาแฟต้มหรือชง เกินกว่าวันละ 3 ถ้วย หรือเทียบเท่ากับกาแฟสำเร็จ 7 ถ้วย อาจจะมีโอกาสเกิดประสาทหลอน มากกว่าคนที่ดื่มเพียงวันละถ้วยกว่ากันถึง 3 เท่า
หากแต่บรรดานักวิชาการ ต่างพากันคัดค้านว่า การศึกษายังไม่ได้เป็นการพิสูจน์ถึงความเกี่ยวพันที่ไม่เป็นทางการ และได้ย้ำว่า การมีอาการประสาทหลอน ไม่ใช่เครื่องแสดงอาการทางจิตที่แน่ชัด และกล่าวว่าคนทั่วไปที่ต่างก็เคยได้ยินเสียงแปลกๆ ก็มีอยู่มากประมาณร้อยละ 3
ทางหัวหน้าคณะวิจัยนายไซมอน โจนส์ นักศึกษาปริญญาเอก วิชาจิตวิทยา โต้ว่า ครั้งนี้เป็นการศึกษาถึงประสบการณ์ของการมีประสาทหลอน จากสาเหตุต่างๆอย่างกว้างๆหนแรก อาจกล่าวสรุปได้ว่า กาแฟได้ไปช่วยซ้ำเติมให้ความเครียดของจิตใจและอารมณ์ให้กลับหนัก
อาหารจำเป็นของการมีอายุขัยยั่งยืน อย่าให้ขาด ชา กาแฟและโกโก้
22 ต.ค. 51 จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
นักวิทยาศาสตร์โภชนาการเอกสั่งว่า ถ้าอยากมีอายุขัยให้ยืนยาวและสุขภาพแข็งแรง ควรจะต้องดื่มชา และกาแฟ ไม่ก็โกโก้ทุกวัน ในปริมาณที่สมควรและไม่มากเกินไป อย่าให้ขาด
ศาสตราจารย์แกรี วิลเลียมสัน มหาวิทยาลัยลีดส์ แห่งอังกฤษ มีความเห็นว่า ผู้ที่อยากมีอายุยืนสุขภาพแข็งแรง จะขาดชา กาแฟ และโกโก้ ไม่ได้ เพราะมันเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญ เครื่องดื่มทั้งสามนี้ รวมอยู่ในรายการที่เขาให้ชื่อว่า “สิ่งที่ใช้เป็นอาหารอันจำเป็นของการมีอายุขัยยืนยาว” ที่กำลังรวบรวมอยู่ ทั้งหมด 20 อย่างด้วยกัน
เขายกย่องว่าอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ ไม่ แต่เพียงจะช่วยชะลอความแก่ชราให้เท่านั้น หากยังจะช่วยถนอมรักษาเซลล์ไม่ให้เสื่อมโทรมลงตามธรรมชาติของกาลเวลาด้วย
อาจารย์ แกรีบอกต่อไปว่า จากการศึกษาทางระบาดวิทยา ได้ผล ต่างพากันสนับสนุนพวกอาหารที่อุดมด้วยสารโพลีฟีนอล ในการปกป้องคุ้มครองร่างกาย ผู้ที่กินผักและผลไม้น้อยจะขาดสารนี้ เป็นเหตุให้เสี่ยงกับการเจ็บป่วยมากขึ้น “เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นกับที่จะได้บรรลุอายุขัยได้สูงสุด จึงต้องถือ ว่ามันเป็นพื้นฐานของการมีอายุขัยยั่งยืน” อย่างแท้จริง.
มช.วิจัยสรรพคุณพืชอาหาร พริก กาแฟ พริกไทย …ลดไขมัน
22 ก.ย. 51 จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
การใช้ “สารสกัดจากธรรมชาติ” ในรูปอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ทาภายนอกร่างกายให้ “รูปร่างได้สัดส่วน” ขณะนี้กำลังได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มหญิง ชาย ที่ต้องการ “ลดไขมัน” ส่วนเกิน
และ…เพื่อให้เป็นอีกทางเลือก ภญ.รศ.ดร. อรัญญา มโนสร้อย และ ภก.ศ.ดร.จีรเดช มโนสร้อย พร้อมด้วย นศ.ภ.จามร รุ่งโรจน์นวกุล และ นศ.ภ.ศุภลักษณ์ นันตา นักศึกษาปริญญาตรีผู้ช่วยวิจัย สายวิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงคิดค้นพัฒนา “ตำรับสมุนไพรเพื่อลดสัดส่วนในรูปแบบเจลใช้ทา” ขึ้น โดยได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการ IRPUS ปี พ.ศ. 2550 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ภญ.รศ.ดร.อรัญญา หนึ่งในทีมวิจัยบอกว่า สมุนไพรที่นำมาใช้ได้แก่ พริก บริเวณส่วน “รก” ที่มีเมล็ดติดอยู่จะมีสาร capsaicin ทำให้เผ็ด ส่งผลให้ร่างกายขับเหงื่อ กำจัดสารพิษออกอันเป็นการลดน้ำหนัก น้ำมันจาก พริกไทย ซึ่งเป็นสารประเภท monoterpenes ร้อยละ 60-80 sesquiterpenes ร้อยละ 20-40 ที่สำคัญได้แก่ limonene, caryophyllene และ pinene
นอกจากนี้ “โอลิโอเรซิน” ในพริกไทย หากนำมาสกัดด้วยตัวทำละลาย จะได้สารประเภท อัลคาลอยด์ ที่สำคัญคือ piperine piperidine และ piperanine มีสรรพคุณใช้เป็นยาขับลม ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ฯลฯ ส่วนคาเฟอีนใน กาแฟ ที่นอกจากจะช่วย กระตุ้นหัวใจ และ ระบบประสาทส่วนกลาง อย่างอ่อน ยังมีฤทธิ์ในการเพิ่ม fat oxidation และ mobilize fat
จากสรรพคุณดังกล่าว จึงน่าจะมีผลช่วยลดไขมันส่วนเกิน ทีมวิจัยจึงทำการสกัดด้วยวิธี continuous extraction, soxhlets extraction และ liquid-liquid extraction ตามลำดับ แล้วจัดทำ specification ของสารสกัดที่ได้ศึกษาความคงตัว พบว่า มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาการดูดซึมไม่สามารถสารออกฤทธิ์ผ่านไปยังเซลล์ไขมัน
ดังนั้น จึงพัฒนาตำรับเจลที่เก็บกัก ในรูปของ “อนุภาคขนาดนาโน นีโอโซม” (อนุภาคขนาดเล็กระดับนาโนเมตร) ซึ่งมีส่วนประกอบของสารลดแรงตึงผิวชนิดไม่มีประจุ เช่น Tween และ Span ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารสกัดฯเข้าสู่ผิว ทำหน้าที่ช่วยออกฤทธิ์ที่เซลล์ไขมันได้ตามต้องการ อีกทั้งเป็นตัวพาสารเข้าชั้นผิวหนังได้ลึกและเพิ่มความคงตัว
จากนั้นนำมาผสมในเจลเบส จะได้เจลที่มีลักษณะสีส้มขุ่น มีกลิ่นของสมุนไพร นำมาศึกษาลักษณะความคงตัวทางเคมีและกายภาพที่อุณหภูมิ 4 ํC 25 ํC และ 45 ํC เป็นเวลา 30 วัน พบว่าตำรับเจลที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 25 ํC และ 45 ํC มีสีที่จางลงเมื่อเทียบกับตำรับที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4 ํC นำเจลไปทดสอบในอาสาสมัคร
โดยใช้ทาที่บริเวณต้นแขนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในลักษณะเนื้อเจล การซึมซาบ และความหนืด ส่วนการลดไขมันส่วนเกินพบว่า อาสาสมัคร 26.67 เปอร์เซ็นต์ มีขนาดรอบต้นแขนลดลง แต่ไม่มีนัยสำคัญซึ่งจะต้องทำการศึกษาวิจัยเพื่อยืนยันในจำนวนอาสาสมัครที่เพิ่มมากขึ้นและใช้เวลาที่นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นผลที่ชัดเจนขึ้น
ผลงานวิจัยนี้ น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยยกระดับสมุนไพรไทยให้ก้าวไกลไปต่างแดน ในอนาคตอันใกล้นี้ได้อย่างแน่นอน.
เพ็ญพิชญา เตียว
อาหารเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
วันที่ 3 สิงหาคม 2551จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีอาหารที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมาบอก…
- อาหารไขมันสูงหรือเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น เนื้อหมู เนื้อวัวติดมัน เครื่องในสัตว์ ไข่ปลา หอยนางรม ไข่แดงและกะทิ
- ขนมหวาน โดยเฉพาะที่อุดมด้วย น้ำตาล กะทิ คอเลสเตอรอล ไข่แดง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ตลอดจนขนมหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวสังขยา ลอดช่อง ปลากริมไข่เต่า เป็นต้น
- อาหารฟาสต์ฟู้ด แม้จะมีผักแต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย แต่มากไปด้วยแป้ง ไขมัน และรสเค็ม
- อาหารรสเค็ม ไม่เหมาะกับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว เพราะทำให้เหนื่อยหอบ ตัวบวม หลีกเลี่ยงอาหารปรุงรสเค็มจัด ลดการใช้เครื่องปรุงรสลง เช่น กะปิ น้ำปลา เกลือ เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว ซอส น้ำมันหอย ซุปก้อนลง และงดอาหารหมักดองอาหารกระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป กุ้งแห้ง ปลาเค็มด้วย
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจโตจนอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ส่วนเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ โกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง ก็กระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มขึ้น
หลีกเลี่ยงอาหารทั้ง 4 ประเภท เพื่อสุขภาพของตัวคุณเอง.