ภัยเงียบ…ขี้หู/ผศ. นพ.ปารยะ อาศนะเสน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2552 07:27 น.
ใครๆ มักเข้าใจผิดว่า มีขี้หูไม่ดี ควรเอาออก และนี่คือ ภัยเงียบที่คาดไม่ถึง…หลายคนอาจไม่ทราบว่า ขี้หู สร้างจากต่อมสร้างขี้หู ซึ่งอยู่ในช่องหูชั้นนอก ขี้หูมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ มีสารต่อต้านเชื้อโรคและไม่ละลายน้ำ มีหน้าที่ช่วยปกป้องผิวหนังของช่องหูชั้นนอก และป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องหู บางคนมีขี้หูเปียก บางคนก็ขี้หูแห้ง ขี้หูมาก ขี้หูน้อยก็มี
โดยปกติ ขี้หูจะมีการเคลื่อนที่จากเยื่อบุแก้วหูออกไปยังช่องหูชั้นนอกได้เอง ไม่จำเป็นต้องไปแคะออก ปัญหาของขี้หูมักเกิดจาก “ขี้หูอุดตัน” อยู่ภายในช่องหูชั้นนอก และเมื่ออุดตันนานวันเข้า ขี้หูก็จะจับตัวเป็นก้อนแข็งจนทำให้เกิดปัญหาในการรับฟังเสียงพูด คือ จะได้ยินไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ที่เรียกว่า เกิดอาการหูอื้อ หูตึง นั่นเอง
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ การใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดช่องหูชั้นนอก โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ แล้วมีน้ำเข้าหู จะทำให้รู้สึกรำคาญ ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะยิ่งกระตุ้นให้ต่อมสร้างขี้หูทำงานมากขึ้น มีปริมาณขี้หูที่ผลิตออกมามากขึ้น และถ้ายิ่งดันไม้เข้าไป หรือปั่นรูหูแรงๆ จะทำให้ขี้หูในช่องหูอัดแน่นยิ่งขึ้น และอาจทำให้ช่องหูชั้นนอกถลอก อักเสบ ติดเชื้อได้ เนื่องจากผิวหนังภายในช่องหูชั้นนอกนั้น เปราะบางมาก เวลาแหย่ไม้เข้าไปลึกๆ แล้วไปกระแทกโดนเข้าจะเจ็บมาก และอาจทำให้เยื่อแก้วหูบาดเจ็บหรือทะลุได้
ฉะนั้น เมื่อสงสัยว่ามีขี้หูอุดตัน ควรไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะใช้เครื่องส่องหูตรวจช่องหูชั้นนอกว่าเป็นขี้หูอุดตันจริงหรือไม่
ถ้าเป็นขี้หูอุดตันจริง…..
1.แพทย์จะพยายามนำขี้หูออกให้ อาจโดยการล้างช่องหูชั้นนอกด้วยน้ำเกลือ การคีบหรือดูด หรือใช้เครื่องดูดขี้หูออก
2.ถ้าไม่สามารถเอาขี้หูออกได้ เนื่องจากขี้หูอัดแน่นมาก หรือเอาออกได้เพียงบางส่วน แพทย์จะสั่งยาละลายขี้หูจำพวกโซเดียมคาร์บอเนตให้ไปหยอดที่บ้านประมาณ 1 สัปดาห์ วันละ 7-8 ครั้ง แล้วนัดมาดูอีกครั้ง ซึ่งหลังจากหยอดยาละลายขี้หูแล้ว จะทำให้ขี้หูอ่อนตัวมากขึ้น ทำให้แพทย์เอาขี้หูออกได้ง่าย แต่อาจทำให้ขี้หูในช่องหูขยายตัวและอุดตันช่องหูชั้นนอกมากขึ้น ทำให้หูอื้อมากขึ้นได้
ครั้งต่อไปเพื่อป้องกันไม่ให้ขี้หูอุดตันอีก ควรปฏิบัติดังนี้
1.อย่าใช้นิ้วแหย่ช่องหูเด็ดขาดเพราะขอบเล็บที่ปลายนิ้วจะทำให้ช่องหูชั้นนอกถลอก ติดเชื้อและอักเสบได้ง่าย
2.อย่าใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดหู หรือปั่นหูเมื่อน้ำเข้าหูอีก ควรป้องกันไม่ให้น้ำเข้าขณะอาบน้ำ โดยหาสำลีชุบวาสลินหรือสวมหมวกอาบน้ำดึงลงมาคลุมถึงใบหู ในรายที่เล่นกีฬาทางน้ำ อาจใช้ที่อุดหูสำหรับนักดำน้ำซึ่งมีขายตามร้านกีฬามาช่วย
3.หลายคนมักคิดว่า การทำความสะอาดข้างในช่องหูหรือเช็ดรูหูนั้น ก็เหมือนกับการทำความสะอาดร่างกายทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว การปล่อยให้มีขี้หูเคลือบช่องหูบ้าง จะดีกว่า เพราะยิ่งเช็ด หรือแคะหูมาก ช่องหูจะยิ่งแห้ง คันและระคายเคืองได้มากกว่า แต่ถ้าน้ำเข้าหู อาจใช้ไม้พันสำลี ชนิดเนื้อแน่น ขนาดเล็กซับน้ำที่ปากช่องหูเล็กน้อยก็พอ แต่ถ้าน้ำเข้าหูเป็นชั่วโมงแล้ว ยังไม่ออกมา หูยังอื้ออยู่ ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีขี้หูซึ่งอยู่ในส่วนลึกของช่องหู อมน้ำไว้ ถ้ามีอาการเช่นนี้ควรให้แพทย์หู-คอ-จมูก ตรวจทำความสะอาดช่องหูจะดีที่สุด
4.ในรายที่ขี้หูแห้ง อาจใช้ยาละลายขี้หู หยอดรูหูเป็นประจำ เพื่อทำการล้างขี้หู อาจใช้เพียงอาทิตย์ละครั้ง ถ้าไม่มีปัญหา อาจห่างออกไปเป็น 2 หรือ 3 หรือ 4 อาทิตย์ หยอด 1 ครั้ง ก็จะช่วยลดการอุดตันของขี้หูในช่องหูชั้นนอกได้
เพียงเท่านี้…….. ท่านก็จะไม่พบกับปัญหาขี้หูอุดตันอีกต่อไป
บทความโดย: ผศ. นพ.ปารยะ อาศนะเสน แพทย์ด้านหู คอ จมูก
รุมจดสิทธิบัตร สมุนไพร แก้ไขหวัด2009
โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
26 กรกฎาคม 2552, 12:48 น.
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยคนไทยและต่างชาติรุมยื่นขอจดสิทธิบัตรสมุนไพรป้องกันโรคไข้หวัด 2009 มีทั้งฟ้าทลายโจร หอมแดง ขิง ขมิ้นชัน ไพรหญ้าวงช้าง…
วันนี้ (26 ก.ค.) นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า หลังจากที่ไข้หวัดใหญ่ 2009 แพร่ระบาดในประเทศไทย ทำให้ผู้ประกอบการเข้ามาขอยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรเกี่ยวกับวิธีการสกัด สารประกอบจากสมุนไพรไทยเพื่อใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสมากขึ้น โดยมีทั้งคนไทย และต่างชาติ ซึ่งพืชสมุนไพรที่มีผู้มาขอยื่นจดสิทธิบัตรมีทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ สารสกัดจากสมุนไพรฟ้าทลายโจร หอมแดง ขิง ขมิ้นชัน ไพรหญ้างวงช้าง
“กรมจะรับจดเฉพาะวิธีการที่ได้มาซึ่งสารสกัดจากสมุนไพรเหล่านี้ แต่หากเป็นการนำสมุนไพรมาทำเป็นแคปซูนจะไม่เกี่ยวข้องกับกรม เพราะการจดสิทธิบัตรจะจดได้เฉพาะการทำให้เกิดการกระบวนการ หรือวิธีการในการสกัดสาร ซึ่งต้องเป็นการคิดค้นใหม่เท่านั้น” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าว
เรื่องกรดไหลย้อน… ที่ควรรู้/ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน แพทย์ด้านหู คอ จมูก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552
มีคนมากมายที่ต้องทรมานกับโรคกรดไหลย้อน วันนี้เรามีข้อมูลที่ควรรู้มาฝากครับ
1.อาการเรอ คลื่นไส้ หรือมีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาที่อก หรือคอ เกิดจากความดันที่ช่องท้องเพิ่มมากขึ้น สาเหตุจาก
* กินอาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อ
* อาหารมีส่วนอย่างมาก
– ประเภทมันๆ ที่ปรุงด้วยการผัด และทอดทุกชนิด จะย่อยยาก ทำให้ท้องอืดได้ง่าย
– ส่วนน้ำเต้าหู้และน้ำอัดลม จะทำให้เกิดแก๊สในช่องท้องมาก
– รวมทั้งชา กาแฟ จะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างกระเพาะและหลอดอาหารส่วนปลายหย่อน
– หากอยากดื่มนม ควรดื่มเฉพาะนมไร้ไขมัน (FAT= 0%) ส่วนไข่ ควรกินเฉพาะไข่ขาว เนื่องจากไขมันในนมหรือไข่แดงนั้นย่อยยาก จึงทำให้การเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหารช้า
* น้ำหนักตัวที่เพิ่ม หรือเกินค่าปกติ
* ท้องผูก ทำให้ต้องเบ่ง เวลาถ่าย ผลตามมาคือ ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น อาจต้องกินยาถ่ายช่วย ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ควรแก้ที่ต้นเหตุโดยดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ดื่มแต่น้อย แต่บ่อยๆ และกินผักผลไม้ที่มีกากให้มากขึ้นก็จะช่วยในเรื่องขับถ่ายได้
* ขาดการออกกำลังกาย จากการศึกษาพบว่า คนที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิก จะทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนตัวได้ดี และยังลดอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นท้อง นอกจากนี้ ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจ ทำงานดีขึ้น ลดระดับไขมันในเลือดเพื่อป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โดยออกกำลังกายต่อเนื่องวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน เช่น วิ่ง เดินเร็ว ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ ขี่จักรยานฝืดแบบปรับน้ำหนักใน FITNESS เตะฟุตบอล เล่นเทนนิส แบดมินตัน หรือ บาสเกตบอล
2.เสียงแหบ เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาไปสัมผัสสายเสียงที่อยู่ทางด้านหน้า ทำให้สายเสียงบวม ปิดไม่สนิท เกิดลมรั่ว ทำให้มีเสียงแหบได้ สาเหตุที่มีเสียงแหบตอนเช้า เกิดจากเวลาเรานอน กรดจะไหลได้ง่ายกว่าเวลาที่เรานั่งหรือยืน สายเสียงจึงถูกกรดสัมผัสมากกว่าช่วงอื่นๆ ของวัน ทำให้ขณะตื่นมาตอนเช้า มีเสียงแหบได้
3.ไอเรื้อรัง เกิดจากกรดไหลย้อนลงไปในหลอดลม ทำให้เกิดภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ที่แย่กว่านั้น บางรายอาจเกิดอาการหอบหืด โดยหลอดลมจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ของฉุน ฝุ่น ควัน อากาศที่เปลี่ยนแปลงมากผิดปกติ อาการไอหลังกินอาหารเกิดจากอาหารทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น จนกรดไหลลงไปในหลอดลมได้ ส่วนการที่ไอตอนกลางคืน หรือก่อนนอนมักเกิดจาก
* ห้องนอนอาจรก มีฝุ่นมาก เวลาสูดหายใจเข้าไป จะไปกระตุ้นภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ทำให้ไอกลางคืนหรือไอช่วงเช้า คล้ายคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ จึงควรจัดห้องนอนให้โล่งและสะอาด
* อากาศในห้องนอนอาจเย็นเกินไป ควรพยายามหลีกเลี่ยงอากาศเย็น โดยเฉพาะแอร์ พัดลมเป่า ถ้าต้องการเปิดแอร์ ควรตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้สูงกว่า 25 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้อากาศเย็นจนเกินไป ในกรณีที่ใช้พัดลมไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด และควรให้พัดลมส่ายไปมา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง ควรนอนอยู่ห่างจากเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมพอสมควร ไม่ควรเปิดแอร์หรือพัดลมจ่อ ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ เช่น นอนห่มผ้า ถ้าจะให้ดี ควรใส่ถุงเท้า หรือผ้าพันคอเวลานอนด้วย ในกรณีที่ไม่ชอบห่มผ้าหรือห่มแล้วชอบสะบัดหลุดโดยไม่รู้ตัว ควรใส่เสื้อหนาๆ หรือใส่เสื้อ 2 ชั้น และกางเกงขายาวเข้านอน
4.อาการที่รู้สึกคล้ายมีก้อนในคอ หรือแน่นคอ หรือกลืนติดๆ ขัดๆ หรือกลืนลำบาก คล้ายมีสิ่งแปลกปลอมในคอ เกิดจากกรดไหลย้อนไปสัมผัสกับกล้ามเนื้อคอ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว และเกิดความรู้สึกดังกล่าว การกินยาคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน อาจช่วยให้อาการดังกล่าวลดน้อยลง บางรายอาจมีอาการ กลืนเจ็บ เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นได้
5.การที่มีเสมหะอยู่ในคอตลอด เกิดจากการที่กรดไหลขึ้นมา สัมผัสกับต่อมสร้างเสมหะในลำคอ และกระตุ้นทำให้ต่อมดังกล่าวทำงานมากขึ้น นอกจากนี้การที่กรดไปกระตุ้นเส้นประสาทในคอ อาจทำให้มีอาการคันคอ แสบคอ เจ็บคอ หรือระคายคอได้
6.อาการเจ็บหน้าอก เกิดจากกรดไหลย้อนขึ้นมาผ่านหลอดอาหารที่อยู่ในช่องอก และกระตุ้นเส้นประสาทในหลอดอาหารทำให้มีอาการดังกล่าวได้ และเมื่อกรดไหลลงไปในหลอดลมและปอด อาจทำให้มีการอักเสบของปอดเป็นๆ หายๆ ได้
7.อาการไอ สำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืน เกิดจากกรดไหลลงไปในหลอดลม ทำให้หลอดลมอักเสบ และมีการหดตัวของหลอดลม ที่มักเป็นในเวลากลางคืน เนื่องจากเวลาเรานอน กรดจะไหลได้ง่ายกว่าเวลาที่เรานั่งหรือยืน
8.การที่กรดไหลย้อนออกไปนอกหลอดอาหาร อาจไปถึง
* เยื่อบุจมูกทางด้านบน ทำให้มีอาการคัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีเสมหะไหลลงคอได้ หรือทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ของจมูกอยู่แล้ว มีอาการแย่ลงได้
* ถ้ากรดขึ้นไปสูงถึงรูเปิดของหูชั้นกลางที่อยู่ที่โพรงหลังจมูก อาจทำให้รูเปิดดังกล่าวบวม ทำให้ท่อยูสเตเชียนที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูกทำหน้าที่ผิดปกติไป เกิดหูอื้อ เสียงดังในหู เป็นๆ หายๆ หรือมีอาการปวดหูได้
* ถ้ากรดไหลเข้าไปในช่องปาก อาจกระตุ้นต่อมสร้างน้ำลาย ทำให้มีน้ำลายมากผิดปกติ หรือกรดไปกัดกร่อนฟัน ทำให้เกิดฟันผุหรือเสียวฟันได้ การที่กรดไหลย้อนขึ้นมา ทำให้พาเอากลิ่นอาหารในกระเพาะอาหารขึ้นมาด้วย จึงอาจเป็นสาเหตุของการมีกลิ่นปากได้
9.โรคนี้หมอมิได้ให้ผู้ป่วยกินยาตลอดชีวิต เมื่อผู้ป่วยปรับเปลี่ยนนิสัยและการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ทั้งนิสัยส่วนตัว การกินอาหาร และนิสัยการนอน หมอจะค่อยๆ ลดขนาดยาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยาได้ สิ่งสำคัญคือไม่ควรปรับยากินเองในระยะแรก นอกจากหมอจะอนุญาต ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นหลังให้การรักษาประมาณ 1-3 เดือน
ทั้งนี้ อาการจะดีขึ้นเร็วหรือช้า อยู่ที่การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเป็นสำคัญ และแม้ว่าหมอจะให้หยุดยาแล้ว ไม่ได้หมายความว่าโรคนี้จะหายขาด ผู้ป่วยอาจมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้
คำแนะนำในการยกเตียงเพื่อรักษากรดไหลย้อน
1.ถ้านอนยกศีรษะสูงโดยการใช้หมอนรองศีรษะ จะทำให้ลำตัวพับงอ ความดันในช่องท้องจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนมากขึ้น
2.ควรยกเตียงส่วนศีรษะ หรือหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นโดยใช้ วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้, อิฐ โดยเริ่มประมาณ 0.5-1 นิ้ว จากพื้นราบก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น ไม่ควรยกสูงมากจนร่างกายของผู้ป่วยไหลลงไปที่ปลายเตียง ควรยกให้สูงพอประมาณที่ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้สบาย ซึ่งจะทำให้กรดไหลย้อนน้อยลงโดยเฉพาะเวลานอน
3.ในกรณีที่ยกเตียงไม่ได้ (เตียงหนัก หรือเตียงติดกับพื้นหรือผนัง) ให้ใช้ไม้กระดานแข็งวางรองใต้ฟูกหรือเบาะ โดยให้มีขนาดเล็กกว่าฟูกหรือเบาะเล็กน้อย (เพื่อจะได้วางไม้บนเตียงได้) แล้วใช้ไม้หรืออิฐ ยกแผ่นไม้กระดานแข็งดังกล่าวขึ้น ตามคำแนะนำในข้อ 2
4.ถ้านอนพื้น ให้ใช้ไม้กระดานแข็งวางรองใต้ฟูกหรือเบาะ โดยให้มีขนาดใหญ่กว่าฟูกหรือเบาะเล็กน้อย แล้วใช้ไม้หรืออิฐยกแผ่นไม้กระดานแข็งดังกล่าวขึ้น ตามคำแนะนำในข้อที่ 2
“ธาลัสซีเมีย” ติดโผโรคเสี่ยงตายด้วยหวัด 09 ชี้กินน้ำน้อยมีสิทธิ์ช็อก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552
ทีมผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม “โรคธาลัสซีเมีย” เป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 แล้วอาการรุนแรง เป็นโรคที่ 8 ออกคู่แพทย์ตรวจวินิจฉัยโรค 3 หมื่นเล่ม แจกให้แพทย์ทั่วประเทศ เร็วที่สุดวันที่ 20 ก.ค.นี้ เน้นเข้าใจง่าย ถูกต้องตรงกัน ไม่ต้องตรวจแล็บมีอาการรุนแรงให้ยาทันที เผยเป็นไข้ดื่มน้ำน้อยส่งผลความดันต่ำเสี่ยงอาการรุนแรง แนะเป็นไข้ดื่มน้ำให้มากกว่าวันละ 1-2 ลิตรต่อวัน
พญ.ศรีวรรณา พูลสรรพสิทธิ์ หัวหน้าสำนักวิชาการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช1เอ็น1 เพื่อจัดทำคู่มือการตรวจวินิจฉัย รักษาโรคสำหรับแพทย์ทั่วประเทศนานกว่า 4 ชั่วโมง ว่า ที่ประชุมเห็นพ้องให้เพิ่มผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียเข้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะรับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้ว จะทำให้เกิดอาการรุนแรง เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ป่วยของไทยที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย และติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ มีอาการไข้สูงกว่าคนปกติ และเชื้อลงปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบได้เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 โรค ที่ สธ.เคยประกาศเป็นกลุ่มเสี่ยงจะมีอาการรุนแรงก่อนหน้านี้ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด และโรคมะเร็ง
“เมื่อจัดให้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวธาลัสซีเมียเป็นกลุ่มเสี่ยง อาการรุนแรง การให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวีย แพทย์จะต้องให้ทันทีที่ผู้ป่วยมีอาการไข้ โดยไม่ต้องรอผลตรวจยืนยันสายพันธ์เชื้อจากห้องปฏิบัติการ”พญ.ศรีวรรณา กล่าว
พญ.ศรีวรรณา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พบข้อมูลผู้ป่วยเด็ก 2 รายที่มาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมีอาการหนัก ไม่ยอมทานอาหาร ความดันโลหิตต่ำ ภายหลังแพทย์ให้ดื่มน้ำ ปรากฏว่า ความดันโลหิตกลับสู่ปกติ จึงสามารถอธิบายได้ว่า ผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูง หากขาดน้ำจะมีอาการรุนแรงกว่าปกติ จึงเพิ่มคำแนะนำในคู่มือแพทย์ ให้ประชาชนดื่มน้ำมากๆระหว่างที่ป่วยเป็นไข้ โดยดื่มน้ำมากกว่าปกติที่ต้องดื่มวันละ 1-2 ลิตร
“สำหรับคู่มือสำหรับแพทย์ดังกล่าวจะสรุปเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจทานให้อ่านแล้วเข้าใจง่ายและถูกต้อง โดยจะจัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ขนาดเล็กพกพาง่ายสามารถใส่กระเป๋าเสื้อได้ จำนวน 20 หน้า จัดพิมพ์ประมาณ 3 หมื่นเล่ม จากนั้นจะแจกจ่ายให้แพทย์ทั่วประเทศทั้งในโรงพยาบาลรัฐ เอกชนและคลินิก” พญ.ศรีวรรณา กล่าว
พญ.จริยา แสงสัจจา รองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กล่าวว่า คู่มือแนวทางการปฏิบัติสำหรับแพทย์สามารถนำไปใช้ในสถานพยาบาลทุกแห่ง รวมโดยจะไม่เน้นการตรวจเชื้อในห้องปฏิบัติการแต่จะให้ยาในกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ทางคลินิกชัดเจนทันที ได้แก่ ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก ไข้ขึ้นสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส มีอาการแน่นหน้าอก เพลีย อยู่ในภาวะขาดน้ำ หรือไม่สามารถดื่มน้ำได้ซึ่งเป็นอีกอาการหนึ่งที่มีความสำคัญแพทย์ต้องรีบให้น้ำเกลือหรือในรายที่มีโรคประจำตัวซึ่งมีทั้งกลุ่มที่มีอาการหนังและอาการน้อย มีความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนต้องให้การดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ
“ธรรมชาติของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่ทำให้ปอดเกิดการอักเสบอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการชัดเจน ว่า โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีโอกาสเสี่ยงสูงในการทำลายปอดได้รุนแรงมากกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่หากเปรียบเทียบกับไข้หวัดธรรมดามีความรุนแรงมากกว่าอยู่แล้ว” พญ.จริยา กล่าว