ภัยเงียบ…ขี้หู/ผศ. นพ.ปารยะ อาศนะเสน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2552 07:27 น.
ใครๆ มักเข้าใจผิดว่า มีขี้หูไม่ดี ควรเอาออก และนี่คือ ภัยเงียบที่คาดไม่ถึง…หลายคนอาจไม่ทราบว่า ขี้หู สร้างจากต่อมสร้างขี้หู ซึ่งอยู่ในช่องหูชั้นนอก ขี้หูมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ มีสารต่อต้านเชื้อโรคและไม่ละลายน้ำ มีหน้าที่ช่วยปกป้องผิวหนังของช่องหูชั้นนอก และป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องหู บางคนมีขี้หูเปียก บางคนก็ขี้หูแห้ง ขี้หูมาก ขี้หูน้อยก็มี

โดยปกติ ขี้หูจะมีการเคลื่อนที่จากเยื่อบุแก้วหูออกไปยังช่องหูชั้นนอกได้เอง ไม่จำเป็นต้องไปแคะออก ปัญหาของขี้หูมักเกิดจาก “ขี้หูอุดตัน” อยู่ภายในช่องหูชั้นนอก และเมื่ออุดตันนานวันเข้า ขี้หูก็จะจับตัวเป็นก้อนแข็งจนทำให้เกิดปัญหาในการรับฟังเสียงพูด คือ จะได้ยินไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ที่เรียกว่า เกิดอาการหูอื้อ หูตึง นั่นเอง

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ การใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดช่องหูชั้นนอก โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ แล้วมีน้ำเข้าหู จะทำให้รู้สึกรำคาญ ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะยิ่งกระตุ้นให้ต่อมสร้างขี้หูทำงานมากขึ้น มีปริมาณขี้หูที่ผลิตออกมามากขึ้น และถ้ายิ่งดันไม้เข้าไป หรือปั่นรูหูแรงๆ จะทำให้ขี้หูในช่องหูอัดแน่นยิ่งขึ้น และอาจทำให้ช่องหูชั้นนอกถลอก อักเสบ ติดเชื้อได้ เนื่องจากผิวหนังภายในช่องหูชั้นนอกนั้น เปราะบางมาก เวลาแหย่ไม้เข้าไปลึกๆ แล้วไปกระแทกโดนเข้าจะเจ็บมาก และอาจทำให้เยื่อแก้วหูบาดเจ็บหรือทะลุได้

ฉะนั้น เมื่อสงสัยว่ามีขี้หูอุดตัน ควรไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะใช้เครื่องส่องหูตรวจช่องหูชั้นนอกว่าเป็นขี้หูอุดตันจริงหรือไม่

ถ้าเป็นขี้หูอุดตันจริง…..

1.แพทย์จะพยายามนำขี้หูออกให้ อาจโดยการล้างช่องหูชั้นนอกด้วยน้ำเกลือ การคีบหรือดูด หรือใช้เครื่องดูดขี้หูออก

2.ถ้าไม่สามารถเอาขี้หูออกได้ เนื่องจากขี้หูอัดแน่นมาก หรือเอาออกได้เพียงบางส่วน แพทย์จะสั่งยาละลายขี้หูจำพวกโซเดียมคาร์บอเนตให้ไปหยอดที่บ้านประมาณ 1 สัปดาห์ วันละ 7-8 ครั้ง แล้วนัดมาดูอีกครั้ง ซึ่งหลังจากหยอดยาละลายขี้หูแล้ว จะทำให้ขี้หูอ่อนตัวมากขึ้น ทำให้แพทย์เอาขี้หูออกได้ง่าย แต่อาจทำให้ขี้หูในช่องหูขยายตัวและอุดตันช่องหูชั้นนอกมากขึ้น ทำให้หูอื้อมากขึ้นได้

ครั้งต่อไปเพื่อป้องกันไม่ให้ขี้หูอุดตันอีก ควรปฏิบัติดังนี้

1.อย่าใช้นิ้วแหย่ช่องหูเด็ดขาดเพราะขอบเล็บที่ปลายนิ้วจะทำให้ช่องหูชั้นนอกถลอก ติดเชื้อและอักเสบได้ง่าย

2.อย่าใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดหู หรือปั่นหูเมื่อน้ำเข้าหูอีก ควรป้องกันไม่ให้น้ำเข้าขณะอาบน้ำ โดยหาสำลีชุบวาสลินหรือสวมหมวกอาบน้ำดึงลงมาคลุมถึงใบหู ในรายที่เล่นกีฬาทางน้ำ อาจใช้ที่อุดหูสำหรับนักดำน้ำซึ่งมีขายตามร้านกีฬามาช่วย

3.หลายคนมักคิดว่า การทำความสะอาดข้างในช่องหูหรือเช็ดรูหูนั้น ก็เหมือนกับการทำความสะอาดร่างกายทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว การปล่อยให้มีขี้หูเคลือบช่องหูบ้าง จะดีกว่า เพราะยิ่งเช็ด หรือแคะหูมาก ช่องหูจะยิ่งแห้ง คันและระคายเคืองได้มากกว่า แต่ถ้าน้ำเข้าหู อาจใช้ไม้พันสำลี ชนิดเนื้อแน่น ขนาดเล็กซับน้ำที่ปากช่องหูเล็กน้อยก็พอ แต่ถ้าน้ำเข้าหูเป็นชั่วโมงแล้ว ยังไม่ออกมา หูยังอื้ออยู่ ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีขี้หูซึ่งอยู่ในส่วนลึกของช่องหู อมน้ำไว้ ถ้ามีอาการเช่นนี้ควรให้แพทย์หู-คอ-จมูก ตรวจทำความสะอาดช่องหูจะดีที่สุด

4.ในรายที่ขี้หูแห้ง อาจใช้ยาละลายขี้หู หยอดรูหูเป็นประจำ เพื่อทำการล้างขี้หู อาจใช้เพียงอาทิตย์ละครั้ง ถ้าไม่มีปัญหา อาจห่างออกไปเป็น 2 หรือ 3 หรือ 4 อาทิตย์ หยอด 1 ครั้ง ก็จะช่วยลดการอุดตันของขี้หูในช่องหูชั้นนอกได้

เพียงเท่านี้…….. ท่านก็จะไม่พบกับปัญหาขี้หูอุดตันอีกต่อไป

บทความโดย: ผศ. นพ.ปารยะ อาศนะเสน แพทย์ด้านหู คอ จมูก

July 30, 2009. Tags: , , , , , , , , . Uncategorized. Leave a comment.

รุมจดสิทธิบัตร สมุนไพร แก้ไขหวัด2009

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
26 กรกฎาคม 2552, 12:48 น.
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยคนไทยและต่างชาติรุมยื่นขอจดสิทธิบัตรสมุนไพรป้องกันโรคไข้หวัด 2009 มีทั้งฟ้าทลายโจร หอมแดง ขิง ขมิ้นชัน ไพรหญ้าวงช้าง…

วันนี้ (26 ก.ค.) นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า หลังจากที่ไข้หวัดใหญ่ 2009 แพร่ระบาดในประเทศไทย ทำให้ผู้ประกอบการเข้ามาขอยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรเกี่ยวกับวิธีการสกัด สารประกอบจากสมุนไพรไทยเพื่อใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสมากขึ้น โดยมีทั้งคนไทย และต่างชาติ ซึ่งพืชสมุนไพรที่มีผู้มาขอยื่นจดสิทธิบัตรมีทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ สารสกัดจากสมุนไพรฟ้าทลายโจร หอมแดง ขิง ขมิ้นชัน ไพรหญ้างวงช้าง

“กรมจะรับจดเฉพาะวิธีการที่ได้มาซึ่งสารสกัดจากสมุนไพรเหล่านี้ แต่หากเป็นการนำสมุนไพรมาทำเป็นแคปซูนจะไม่เกี่ยวข้องกับกรม เพราะการจดสิทธิบัตรจะจดได้เฉพาะการทำให้เกิดการกระบวนการ หรือวิธีการในการสกัดสาร ซึ่งต้องเป็นการคิดค้นใหม่เท่านั้น” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าว

July 28, 2009. Tags: , , , , , , , , . Uncategorized. Leave a comment.

รู้ไว้ใช่ว่า เทคนิค “ดูดนมจากเต้า” แม่สุข-ลูกอิ่ม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2552
การให้นมจากเต้าของแม่ นับเป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่น้อย เพราะน้ำนมเป็นอาหารมื้อหลักที่มีคุณค่าต่อลูกน้อย ไม่ว่าจะเสริมสร้างภูมิต้านทาน หรือเสริมพัฒนาการให้เป็นไปตามขั้น นอกจากนิ้ยังช่วยให้มดลูกของคุณแม่เข้าอู่ และอดตัวได้เร็วขึ้นอีกด้วย เนื่องจากมดลูกจะบีบตัวในช่วงที่ลูกดูดนม อีกทั้งยังช่วยให้น้ำหนักของคุณแม่เข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น

แต่กระนั้น การจะให้นมลูกอย่างมีประสิทธิภาพ คุณแม่ต้องรู้หลักการให้นมอย่างถูกวิธีด้วย เพื่อลูกน้อยจะได้ดื่มนมจากเต้าอย่างมีความสุข และได้รับน้ำนมอย่างเต็มที่ และเพียงพอ ขณะเดียวกันตัวคุณแม่ก็จะไม่ทรมานในการให้นมลูก

วันนี้ทีมงาน ได้รับความรู้จาก “คุณอัญชิษฐา วงศ์บุญมี” วิทยากรอบรมคุณแม่ก่อนคลอดโรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) เกี่ยวกับเคล็ดลับ และหลักในการให้นมลูกอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นข้อมูล และข้อแนะนำ สำหรับคุณแม่มือใหม่ไปปรับใช้หลังการคลอดครับ

* เทคนิค 3 ดูดพิชิตนมแม่ *

“คุณอัญชิษฐา” บอกกับทีมงานว่า การให้นมลูกเป็นสิงที่คุณแม่ต้องทำความเข้าใจตั้งแต่ก่อนคลอด เพื่อจะได้เข้าใจกลไกการผลิตน้ำนมที่ถูกต้อง โดยใช้เทคนิค 3 ดูดคือ 1.ดูดเร็ว (ดูดทันทีหลังคลอดเพื่อให้ลูกชินกับนมแม่) ซึ่งตามปกติโรงพยาบาลที่ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ พยาบาลจะนำลูกมาดูดนมแม่ในทันทีหลังคลอดอยู่แล้ว เพื่อกระตุ้นต่อมผลิตน้ำนมให้ทำงานได้เร็วขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่กับลูก 2.ดูดบ่อย (ดูดทุกๆ 2 ชั่วโมงหลังคลอด) และ 3.ดูดอย่างถูกวิธี (ดูดไม่ให้หัวนมแตก และไม่ทรมานตัวเองขณะให้นมลูกน้อย)

* ดูดถูกวิธี ดูดอย่างไร ไม่ให้หัวนมแตก *

“คุณอัญชิษฐา” ได้ให้ความรู้ว่า การดูดไม่ให้หัวนมแตก คุณแม่ต้องให้ลูกงับบริเวณลานนม (วงกลมสีดำล้อมรอบหัวนม) ให้ลึกที่สุดเท่าที่ปากเด็กจะงับได้ เพราะตามธรรมชาติ น้ำนมจะถูกสร้างจากต่อม ซึ่งกระจายอยู่ทั่วเต้านม ซึ่งมีท่อน้ำนมต่อมารวมกันบริเวณที่เป็นวงสีคล้ำๆ รอบหัวนม เรียกว่า ลานหัวนม ถ้าลูกงับส่วนนี้จะทำให้ท่อน้ำนมทำงานได้ดีขึ้น และน้ำนมจะไหลออกมาได้ดีขึ้นด้วย แต่ถ้าคุณแม่ให้ลูกดูดตรงหัวนม อาจทำให้หัวนมแตก เกิดเป็นแผล และเจ็บเวลาลูกดูดนม จนในที่สุด ก็ไม่สามารถให้ลูกกินนมข้างนั้นได้ ส่งผลให้ลูกได้รับน้ำนมไม่เต็มที่

“การดูดแต่ละครั้ง ต้องอุ้มลูกเข้ามาหาอกแม่ ไม่ใช่ก้มตัวแม่ไปหาปากลูก โดยให้ลูกดูดสลับทั้งสองเต้า งับให้ลึกที่สุด ซึ่งแต่ละข้างลูกต้องดูดให้เกลี้ยงเต้า ซึ่งสังเกตง่ายๆ คือ เต้านมที่คัด และตรึงแข็ง เวลาลูกดูดจนเกลี้ยงเต้า เต้านมจะยวบนิ่มซึ่งตัวคุณแม่จะรู้สึกได้ นั่นจะทำให้ลูกดูดน้ำนมได้อย่างเต็มที่” วิทยากรอบรมคุณแม่ก่อนคลอด ให้คำแนะนำ

อย่างไรก็ดี การดูดนมของลูกในแต่ละครั้ง คุณแม่จะต้องไม่รู้สึกเจ็บ ถ้าเมื่อใดที่รู้สึกเจ็บ ขอให้หยุดการให้นมทันที อย่าฝืน หรืออดทนเพื่อลูก เพราะนั่นแสดงถึงการให้นมไม่ถูกวิธี ดังนั้นควรเริ่มต้นใหม่ โดยใช้นิ้วก้อยสอดเข้าไปตรงมุมปากลูกเพื่อให้ลูกอ้าปาก ถอนปากลูกออกมา แล้วลองใหม่ อย่าปล่อยให้ลูกดูดทั้งๆ ที่เจ็บ เพราะจะทำให้หัวนมแตก และอักเสบได้

* ท่าดูดเต้า เลือกให้เหมาะ แม่สุข-ลูกอิ่ม*

สำหรับท่าในการให้นมลูก “คุณอัญชิษฐา” แนะนำว่า ควรใช้ท่าที่ทำให้ลูกงับถึงลานนมได้โดยที่ตัวคุณแม่ไม่ลำบาก นั่นคือ ท่าฟุตบอล (Football hold) เป็นท่าที่คุณแม่เอาลูกหนีบไว้ที่รักแร้ จากนั้นเอามือช้อนไปที่ลำตัวลูกทั้งหมด โดยใช้หมอนวางตักเพื่อรับน้ำหนักเด็ก จะช่วยในการให้นมของคุณแม่ง่ายขึ้น และไม่ทำให้เมื่อยคออีกด้วย ที่สำคัญท่านี้จะช่วยไม่ให้เจ็บหัวนม เพราะลูกจะงับได้ถนัด เหมาะกับคุณแม่ที่ผ่าตัดทำคลอด เด็กที่ตัวเล็ก นมมีขนาดใหญ่และหัวนมเล็ก หรือแม่ที่มีลูกแฝด

นอกจากนี้ยังมีท่าอื่นๆ อีกหลายท่า เช่น ท่าอุ้มแบบไขว้ (Cross-cradle hold) เหมาะสำหรับการให้นมเด็กอ่อน โดยใช้วิธีวางหมอน 1-2 ใบที่ตัก แล้ววางเด็กให้อยู่ตรงข้ามกับตัวคุณแม่ ถ้าเด็กดูดนมที่หน้าอกซ้ายของแม่ให้ใช้มือขวาอุ้มเด็ก โดยประคองศีรษะและคอเด็กด้วยมือของคุณแม่ตลอดเวลา

ท่าอุ้มแบบเปล (Cradle hold) การให้นมแม่ท่านี้เหมาะสำหรับเด็กที่สามารถเคลื่อนไหวศีรษะและคอได้ดีแล้ว เด็กควรมีอายุอย่างน้อย 2 อาทิตย์ขึ้นไป ท่านี้ต้องยกศีรษะเด็กด้วยแขนขวา ถ้าคุณแม่ต้องการให้นมที่หน้าอกข้างขวา

และ ท่าอุ้มแบบนอนข้าง (Lying down) การให้นมแม่ท่านี้เหมาะสำหรับแม่ที่ไม่สามารถนั่งได้ หรือคุณแม่ที่ให้นมลูกขณะนอนหลับ หรือให้นมลูกตอนกลางคืน โดยให้คุณแม่จะนอนศีรษะสูง อยู่ในระดับพอดี หลังจากจากนั้นให้ลูกนอนภายใต้วงแขน (รักแร้) ของแม่ ในลักษณะที่หน้าท้องชนกัน ท่านี้จะช่วยให้คุณแม่สบาย และได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

จะเห็นได้ว่า การให้นมลูกอย่างถูกวิธี เป็นเรื่องที่คุณแม่ต้องทำความเข้าใจก่อนคลอด เพื่อที่ว่าหลังคลอดจะได้เตรียมตัว และตั้งรับได้อย่างมั่นใจ เพราะการที่คุณแม่มีความสุขและสนุกกับการเลี้ยงดูลูก จะช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลลงได้

ดังนั้นควรพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อช่วยให้น้ำนมไหลได้ดี และต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากคุณแม่แล้ว คุณพ่อก็ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการรับมือกับเจ้าตัวเล็กได้เช่นกัน เพราะจะเป็นการช่วยลดความเหนื่อยอ่อนของคุณแม่หลังคลอด ให้มีช่วงเวลาในการพักฟื้นมากขึ้น

July 23, 2009. Tags: , , , , , , . Uncategorized. Leave a comment.

เรื่องกรดไหลย้อน… ที่ควรรู้/ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน แพทย์ด้านหู คอ จมูก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552

มีคนมากมายที่ต้องทรมานกับโรคกรดไหลย้อน วันนี้เรามีข้อมูลที่ควรรู้มาฝากครับ

1.อาการเรอ คลื่นไส้ หรือมีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาที่อก หรือคอ เกิดจากความดันที่ช่องท้องเพิ่มมากขึ้น สาเหตุจาก
* กินอาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อ
* อาหารมีส่วนอย่างมาก
– ประเภทมันๆ ที่ปรุงด้วยการผัด และทอดทุกชนิด จะย่อยยาก ทำให้ท้องอืดได้ง่าย
– ส่วนน้ำเต้าหู้และน้ำอัดลม จะทำให้เกิดแก๊สในช่องท้องมาก
– รวมทั้งชา กาแฟ จะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างกระเพาะและหลอดอาหารส่วนปลายหย่อน
– หากอยากดื่มนม ควรดื่มเฉพาะนมไร้ไขมัน (FAT= 0%) ส่วนไข่ ควรกินเฉพาะไข่ขาว เนื่องจากไขมันในนมหรือไข่แดงนั้นย่อยยาก จึงทำให้การเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหารช้า
* น้ำหนักตัวที่เพิ่ม หรือเกินค่าปกติ
* ท้องผูก ทำให้ต้องเบ่ง เวลาถ่าย ผลตามมาคือ ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น อาจต้องกินยาถ่ายช่วย ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ควรแก้ที่ต้นเหตุโดยดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ดื่มแต่น้อย แต่บ่อยๆ และกินผักผลไม้ที่มีกากให้มากขึ้นก็จะช่วยในเรื่องขับถ่ายได้
* ขาดการออกกำลังกาย จากการศึกษาพบว่า คนที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิก จะทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนตัวได้ดี และยังลดอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นท้อง นอกจากนี้ ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจ ทำงานดีขึ้น ลดระดับไขมันในเลือดเพื่อป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โดยออกกำลังกายต่อเนื่องวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน เช่น วิ่ง เดินเร็ว ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ ขี่จักรยานฝืดแบบปรับน้ำหนักใน FITNESS เตะฟุตบอล เล่นเทนนิส แบดมินตัน หรือ บาสเกตบอล

2.เสียงแหบ เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาไปสัมผัสสายเสียงที่อยู่ทางด้านหน้า ทำให้สายเสียงบวม ปิดไม่สนิท เกิดลมรั่ว ทำให้มีเสียงแหบได้ สาเหตุที่มีเสียงแหบตอนเช้า เกิดจากเวลาเรานอน กรดจะไหลได้ง่ายกว่าเวลาที่เรานั่งหรือยืน สายเสียงจึงถูกกรดสัมผัสมากกว่าช่วงอื่นๆ ของวัน ทำให้ขณะตื่นมาตอนเช้า มีเสียงแหบได้

3.ไอเรื้อรัง เกิดจากกรดไหลย้อนลงไปในหลอดลม ทำให้เกิดภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ที่แย่กว่านั้น บางรายอาจเกิดอาการหอบหืด โดยหลอดลมจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ของฉุน ฝุ่น ควัน อากาศที่เปลี่ยนแปลงมากผิดปกติ อาการไอหลังกินอาหารเกิดจากอาหารทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น จนกรดไหลลงไปในหลอดลมได้ ส่วนการที่ไอตอนกลางคืน หรือก่อนนอนมักเกิดจาก

* ห้องนอนอาจรก มีฝุ่นมาก เวลาสูดหายใจเข้าไป จะไปกระตุ้นภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ทำให้ไอกลางคืนหรือไอช่วงเช้า คล้ายคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ จึงควรจัดห้องนอนให้โล่งและสะอาด

* อากาศในห้องนอนอาจเย็นเกินไป ควรพยายามหลีกเลี่ยงอากาศเย็น โดยเฉพาะแอร์ พัดลมเป่า ถ้าต้องการเปิดแอร์ ควรตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้สูงกว่า 25 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้อากาศเย็นจนเกินไป ในกรณีที่ใช้พัดลมไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด และควรให้พัดลมส่ายไปมา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง ควรนอนอยู่ห่างจากเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมพอสมควร ไม่ควรเปิดแอร์หรือพัดลมจ่อ ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ เช่น นอนห่มผ้า ถ้าจะให้ดี ควรใส่ถุงเท้า หรือผ้าพันคอเวลานอนด้วย ในกรณีที่ไม่ชอบห่มผ้าหรือห่มแล้วชอบสะบัดหลุดโดยไม่รู้ตัว ควรใส่เสื้อหนาๆ หรือใส่เสื้อ 2 ชั้น และกางเกงขายาวเข้านอน

4.อาการที่รู้สึกคล้ายมีก้อนในคอ หรือแน่นคอ หรือกลืนติดๆ ขัดๆ หรือกลืนลำบาก คล้ายมีสิ่งแปลกปลอมในคอ เกิดจากกรดไหลย้อนไปสัมผัสกับกล้ามเนื้อคอ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว และเกิดความรู้สึกดังกล่าว การกินยาคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน อาจช่วยให้อาการดังกล่าวลดน้อยลง บางรายอาจมีอาการ กลืนเจ็บ เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นได้

5.การที่มีเสมหะอยู่ในคอตลอด เกิดจากการที่กรดไหลขึ้นมา สัมผัสกับต่อมสร้างเสมหะในลำคอ และกระตุ้นทำให้ต่อมดังกล่าวทำงานมากขึ้น นอกจากนี้การที่กรดไปกระตุ้นเส้นประสาทในคอ อาจทำให้มีอาการคันคอ แสบคอ เจ็บคอ หรือระคายคอได้

6.อาการเจ็บหน้าอก เกิดจากกรดไหลย้อนขึ้นมาผ่านหลอดอาหารที่อยู่ในช่องอก และกระตุ้นเส้นประสาทในหลอดอาหารทำให้มีอาการดังกล่าวได้ และเมื่อกรดไหลลงไปในหลอดลมและปอด อาจทำให้มีการอักเสบของปอดเป็นๆ หายๆ ได้

7.อาการไอ สำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืน เกิดจากกรดไหลลงไปในหลอดลม ทำให้หลอดลมอักเสบ และมีการหดตัวของหลอดลม ที่มักเป็นในเวลากลางคืน เนื่องจากเวลาเรานอน กรดจะไหลได้ง่ายกว่าเวลาที่เรานั่งหรือยืน

8.การที่กรดไหลย้อนออกไปนอกหลอดอาหาร อาจไปถึง
* เยื่อบุจมูกทางด้านบน ทำให้มีอาการคัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีเสมหะไหลลงคอได้ หรือทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ของจมูกอยู่แล้ว มีอาการแย่ลงได้
* ถ้ากรดขึ้นไปสูงถึงรูเปิดของหูชั้นกลางที่อยู่ที่โพรงหลังจมูก อาจทำให้รูเปิดดังกล่าวบวม ทำให้ท่อยูสเตเชียนที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูกทำหน้าที่ผิดปกติไป เกิดหูอื้อ เสียงดังในหู เป็นๆ หายๆ หรือมีอาการปวดหูได้
* ถ้ากรดไหลเข้าไปในช่องปาก อาจกระตุ้นต่อมสร้างน้ำลาย ทำให้มีน้ำลายมากผิดปกติ หรือกรดไปกัดกร่อนฟัน ทำให้เกิดฟันผุหรือเสียวฟันได้ การที่กรดไหลย้อนขึ้นมา ทำให้พาเอากลิ่นอาหารในกระเพาะอาหารขึ้นมาด้วย จึงอาจเป็นสาเหตุของการมีกลิ่นปากได้

9.โรคนี้หมอมิได้ให้ผู้ป่วยกินยาตลอดชีวิต เมื่อผู้ป่วยปรับเปลี่ยนนิสัยและการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ทั้งนิสัยส่วนตัว การกินอาหาร และนิสัยการนอน หมอจะค่อยๆ ลดขนาดยาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยาได้ สิ่งสำคัญคือไม่ควรปรับยากินเองในระยะแรก นอกจากหมอจะอนุญาต ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นหลังให้การรักษาประมาณ 1-3 เดือน

ทั้งนี้ อาการจะดีขึ้นเร็วหรือช้า อยู่ที่การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเป็นสำคัญ และแม้ว่าหมอจะให้หยุดยาแล้ว ไม่ได้หมายความว่าโรคนี้จะหายขาด ผู้ป่วยอาจมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้

คำแนะนำในการยกเตียงเพื่อรักษากรดไหลย้อน

1.ถ้านอนยกศีรษะสูงโดยการใช้หมอนรองศีรษะ จะทำให้ลำตัวพับงอ ความดันในช่องท้องจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนมากขึ้น

2.ควรยกเตียงส่วนศีรษะ หรือหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นโดยใช้ วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้, อิฐ โดยเริ่มประมาณ 0.5-1 นิ้ว จากพื้นราบก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น ไม่ควรยกสูงมากจนร่างกายของผู้ป่วยไหลลงไปที่ปลายเตียง ควรยกให้สูงพอประมาณที่ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้สบาย ซึ่งจะทำให้กรดไหลย้อนน้อยลงโดยเฉพาะเวลานอน

3.ในกรณีที่ยกเตียงไม่ได้ (เตียงหนัก หรือเตียงติดกับพื้นหรือผนัง) ให้ใช้ไม้กระดานแข็งวางรองใต้ฟูกหรือเบาะ โดยให้มีขนาดเล็กกว่าฟูกหรือเบาะเล็กน้อย (เพื่อจะได้วางไม้บนเตียงได้) แล้วใช้ไม้หรืออิฐ ยกแผ่นไม้กระดานแข็งดังกล่าวขึ้น ตามคำแนะนำในข้อ 2

4.ถ้านอนพื้น ให้ใช้ไม้กระดานแข็งวางรองใต้ฟูกหรือเบาะ โดยให้มีขนาดใหญ่กว่าฟูกหรือเบาะเล็กน้อย แล้วใช้ไม้หรืออิฐยกแผ่นไม้กระดานแข็งดังกล่าวขึ้น ตามคำแนะนำในข้อที่ 2

July 16, 2009. Tags: , , , , , , , , . Uncategorized. Leave a comment.

“ธาลัสซีเมีย” ติดโผโรคเสี่ยงตายด้วยหวัด 09 ชี้กินน้ำน้อยมีสิทธิ์ช็อก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552
ทีมผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม “โรคธาลัสซีเมีย” เป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 แล้วอาการรุนแรง เป็นโรคที่ 8 ออกคู่แพทย์ตรวจวินิจฉัยโรค 3 หมื่นเล่ม แจกให้แพทย์ทั่วประเทศ เร็วที่สุดวันที่ 20 ก.ค.นี้ เน้นเข้าใจง่าย ถูกต้องตรงกัน ไม่ต้องตรวจแล็บมีอาการรุนแรงให้ยาทันที เผยเป็นไข้ดื่มน้ำน้อยส่งผลความดันต่ำเสี่ยงอาการรุนแรง แนะเป็นไข้ดื่มน้ำให้มากกว่าวันละ 1-2 ลิตรต่อวัน

พญ.ศรีวรรณา พูลสรรพสิทธิ์ หัวหน้าสำนักวิชาการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช1เอ็น1 เพื่อจัดทำคู่มือการตรวจวินิจฉัย รักษาโรคสำหรับแพทย์ทั่วประเทศนานกว่า 4 ชั่วโมง ว่า ที่ประชุมเห็นพ้องให้เพิ่มผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียเข้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะรับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้ว จะทำให้เกิดอาการรุนแรง เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ป่วยของไทยที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย และติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ มีอาการไข้สูงกว่าคนปกติ และเชื้อลงปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบได้เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 โรค ที่ สธ.เคยประกาศเป็นกลุ่มเสี่ยงจะมีอาการรุนแรงก่อนหน้านี้ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด และโรคมะเร็ง

“เมื่อจัดให้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวธาลัสซีเมียเป็นกลุ่มเสี่ยง อาการรุนแรง การให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวีย แพทย์จะต้องให้ทันทีที่ผู้ป่วยมีอาการไข้ โดยไม่ต้องรอผลตรวจยืนยันสายพันธ์เชื้อจากห้องปฏิบัติการ”พญ.ศรีวรรณา กล่าว

พญ.ศรีวรรณา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พบข้อมูลผู้ป่วยเด็ก 2 รายที่มาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมีอาการหนัก ไม่ยอมทานอาหาร ความดันโลหิตต่ำ ภายหลังแพทย์ให้ดื่มน้ำ ปรากฏว่า ความดันโลหิตกลับสู่ปกติ จึงสามารถอธิบายได้ว่า ผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูง หากขาดน้ำจะมีอาการรุนแรงกว่าปกติ จึงเพิ่มคำแนะนำในคู่มือแพทย์ ให้ประชาชนดื่มน้ำมากๆระหว่างที่ป่วยเป็นไข้ โดยดื่มน้ำมากกว่าปกติที่ต้องดื่มวันละ 1-2 ลิตร

“สำหรับคู่มือสำหรับแพทย์ดังกล่าวจะสรุปเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจทานให้อ่านแล้วเข้าใจง่ายและถูกต้อง โดยจะจัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ขนาดเล็กพกพาง่ายสามารถใส่กระเป๋าเสื้อได้ จำนวน 20 หน้า จัดพิมพ์ประมาณ 3 หมื่นเล่ม จากนั้นจะแจกจ่ายให้แพทย์ทั่วประเทศทั้งในโรงพยาบาลรัฐ เอกชนและคลินิก” พญ.ศรีวรรณา กล่าว

พญ.จริยา แสงสัจจา รองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กล่าวว่า คู่มือแนวทางการปฏิบัติสำหรับแพทย์สามารถนำไปใช้ในสถานพยาบาลทุกแห่ง รวมโดยจะไม่เน้นการตรวจเชื้อในห้องปฏิบัติการแต่จะให้ยาในกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ทางคลินิกชัดเจนทันที ได้แก่ ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก ไข้ขึ้นสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส มีอาการแน่นหน้าอก เพลีย อยู่ในภาวะขาดน้ำ หรือไม่สามารถดื่มน้ำได้ซึ่งเป็นอีกอาการหนึ่งที่มีความสำคัญแพทย์ต้องรีบให้น้ำเกลือหรือในรายที่มีโรคประจำตัวซึ่งมีทั้งกลุ่มที่มีอาการหนังและอาการน้อย มีความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนต้องให้การดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ

“ธรรมชาติของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่ทำให้ปอดเกิดการอักเสบอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการชัดเจน ว่า โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีโอกาสเสี่ยงสูงในการทำลายปอดได้รุนแรงมากกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่หากเปรียบเทียบกับไข้หวัดธรรมดามีความรุนแรงมากกว่าอยู่แล้ว” พญ.จริยา กล่าว

July 16, 2009. Tags: , , , , , . Uncategorized. Leave a comment.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.