ตรวจเต้านมด้วยตัวเองกันเถอะ!
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
แอน ทองประสม ดาราสาวสวยเจ้าบทบาท เป็นหนึ่งในแอมบาสซาเดอร์ โครงการมะเร็งเต้านม ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ กล่าวเตือน สาว ๆ ว่า ขอให้ผู้หญิงทุกคนหันมาใส่ใจตรวจสุขภาพตัวเองปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงอย่างที่คิด หรือใครจะตรวจหน้าอกเบื้องต้นด้วยตัวเอง ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพื่อการรักษาได้ทันท่วงที ขอให้ทุกคนคำนึงถึงสุขภาพมากกว่าเงิน เพราะ การไม่มีโรค ถือเป็นลาภอันประเสริฐ
วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ จึงขอนำวิธีตรวจเต้านมแบบถูกวิธีด้วยตนเองมาบอก
ผู้หญิงที่อายุ 20 ปี ขึ้นไป สามารถตรวจได้ และเวลาที่เหมาะสมคือ เดือนละ 1 ครั้ง หลังหมดประจำเดือน 7 วัน ดังนี้
ขั้นที่ 1 ตรวจขณะอาบน้ำ
เพราะเป็นระยะเวลาที่ผิวหนังเปียกและลื่น จึงทำให้การตรวจง่ายขึ้น ทำโดยใช้ปลายนี้วมือวางราบบนเต้านม คลำและเคลื่อนนิ้วมือ ในลักษณะคลึง เบาๆ ให้ทั่วทุกส่วนของเต้านม เพื่อค้นหาก้อนหรือ เนื้อที่แข็งเป็นไตผิดปกติ
ขั้นที่ 2 ตรวจหน้ากระจก ทำได้ 2 วิธี
ยืนตรงมือแนบลำตัว แล้วยกแขนขึ้นสูงเหนือศีรษะ สังเกตลักษณะของเต้านมเพราะการเคลื่อนยกแขนขึ้นนั้น จะสามารถมองเห็นความผิดปกติ
ยกมือท้าวเอว เอามือกดสะโพกแรง ๆ เพื่อให้เกิด การเกร็งและหดตัวของกล้ามเนื้ออก สังเกตดูลักษณะ ที่ผิด
ขั้นที่ 3 ตรวจในท่านอน
นอนราบและยกมือข้างหนึ่งไว้ใต้ศีรษะ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่ง ตรวจคลำให้ทั่วทุกส่วน ของเต้านม โดยเริ่มต้นที่จุดบริเวณส่วนนอกเหนือสุดของเต้านม เวียนไปโดยรอบเต้านม แล้วเคลื่อนมือเขยิบเข้ามาเป็นวงแคบเข้าจนถึง บริเวณหัวนม จากนั้น ค่อย ๆ บีบหัวนมโดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ เพื่อสังเกตดูว่ามี น้ำเลือดน้ำหนอง หรือน้ำใส ๆ อื่นใด ออกมาหรือไม่ เสร็จแล้วตรวจเต้านมอีกข้างหนึ่ง ในลักษณะเดียวกัน
วิธีเหล่านี้ ทำได้ง่าย ๆ แต่ได้ผลดี ควรนำไปปฏิบัติและบอกต่อ เพื่อให้ผู้หญิงไทยห่างไกลจากโรคมะเร็ง.
หวาน มัน เค็ม ฉันคือตัวร้าย
จากหนังสือมติชน
ถือเป็นเรื่องปวดหัวของบรรดาพ่อๆ แม่ๆ ทั้งหลายที่หนักใจกับปัญหาน้ำหนักของลูกมากเกินไป แม้ว่าจะตัวอ้วนท้วม แต่กลับไม่แข็งแรงเอาเสียเลย อีกทั้งลูกๆ ก็ชอบเสียจริงขนมหวานและอาหารฟาส์ตฟู้ด แต่เมินเสียเถอะถ้าจะให้กินข้าว ผัก หรือผลไม้
กับปัญหาเหล่านี้ “ศศิธร” แห่งคอลัมน์ Healthy Kids เปิดบทสัมภาษณ์ของ “พญ.เปรมฤดี โปตะวณิช กุมารแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ” จะมาช่วยไขข้อข้องใจ และหาวิธีแก้ไขให้ได้ ผ่านนิตยสาร “Kids and School” ฉบับเดือนมกราคม 2552
คุณหมอเปรมฤดี บอกถึงสถานการณ์การบริโภคอาหารของเด็กไทย ว่า “ปัจจุบันเด็กไทยส่วนใหญ่กินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ มักเลือกกินตามชอบและซ้ำซาก ไม่มีประโยชน์ ซึ่งเด็กเหล่านี้ดูภายนอกเหมือนเด็กปกติ แต่เขาอาจขาดสารอาหารบางอย่าง หรือคนส่วนใหญ่มักคิดว่าเด็กท้วม หรืออ้วน คือเด็กที่อุดมสมบูรณ์แท้จริงแล้วเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะเด็กขาดสารอาหารไม่จำเป็นต้อผอม ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการกินแป้ง น้ำตาล และไขมันมากเกินไป เช่น ขนมกรุบกรอบ ของทอด หรือน้ำหวาน ซึ่งอาหารเหล่านี้กินมากทำให้อ้วน แต่ร่างกายกลับขาดวิตามิน แร่ธาตุบางอย่าง”
วิธีสังเกตง่ายๆ ว่า ลูกของเราเป็นเด็กขาดสารอาหารหรือไม่ คือ เด็กไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานต่ำ เจ็บป่วยง่าย และพัฒนาการช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน
หวาน มัน ... ทำเด็กอ้วน
อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล รวมทั้งไขมันต่างๆ เช่น ข้าว น้ำอัดลม อาหารฟาสต์ฟู้ด ลูกอม อาหารทอด เป็นต้น อาหารเหล่านี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วเผาผลาญไม่หมดจะเปลี่ยนเป็น “ไขมัน” เด็กๆ ที่กินของเหล่านี้มากเกินไปจึงกลายเป็นเด็กอ้วน
“ความหวานทำให้เด็กเบื่ออาหาร ไม่อยากกินข้าว เพราะร่างกายมีน้ำตาลมากพอ ร่างกายจึงรู้สึกอิ่ม ไม่หิว สังเกตได้จากเด็กที่ชอบกินขนม จะไม่ยอมกินข้าว บางคนดื่มน้ำเปล่าไม่เป็นจะดื่มแต่น้ำหวาน แต่การกินอาหารหวานจะทำให้เด็กอ้วน ฟันผุ ติดหวาน”
ผลกระทบด้านร่างกาย
เด็กที่มีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐานจะมีลักษณะอุ้ยอ้าย ขี้ร้อน ขาที่ใหญ่เกินไปทำให้บริเวณต้นขามีการเสียดสีกันระหว่างเดิน ทำให้เกิดแผลถลอก อาจเกิดเชื้อรามีผื่นแดงขึ้นตามซอกอับ ข้อพับต่างๆ เหนื่อยง่าย ไม่ชอบออกกำลังกาย และน้ำหนักที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ ในอนาคต เช่น โรคไขข้อ โรคหัวใจ ไขมันเกาะในเส้นเลือดเป็นผลให้เกิดเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
![]()
ผลกระทบด้านจิตใจ
เด็กอ้วนมักถูกเพื่อนๆ ล้อเลียน เช่น ไม่สวย รูปร่างเหมือนหมู ทำให้เด็กรู้สึกด้อยค่า ไม่มั่นใจตัวเอง และเป็นปมด้อยในจิตใจ
เค็มเกินไป ... ไตทำงานหนัก
ส่วนเรื่องอาหารที่เค็มไปนั้น เนื่องมาจากไตของเด็กยังทำงานไม่เต็มที่เมื่อเทียบกับไตของผู้ใหญ่ เด็กๆ ที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ไม่ควรปรุงรสเค็มในอาหารของเด็ก และในเด็กที่โตกว่านี้ไม่ควรกินอาหารที่มีรสเค็มจัด ไตจะได้ไม่ทำงานหนักมาก เพราะหากร่างกายสะสมเกลือไว้เป็นจำนวนมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการบวมตามอวัยวะต่างๆ
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ อาหารจำพวกมันฝรั่งทอด ขนมกรุบกรอบที่มีรสเค็ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารหมักดองต่างๆ เป็นต้น
เทคนิคสุขภาพดี
คุณหมอเปรมฤดี เน้นย้ำว่าเด็กควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะ ไม่กินอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปหรือน้อยเกินไป รวมทั้งให้ออกกำลังกายบ้าง ไม่ควรนั่งดูทีวีหรือเล่นเกมตลอดทั้งวัน เด็กก็จะมีสุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรค
- กินอาหารรสปกติ ควรฝึกให้กินอาหารทีละอย่าง ไม่ควรเติมแต่างรสชาติอาหารมากนัก
- ค่อยเป็นค่อยไป เปลี่ยนพฤติกรรมการกินของเด็กแบบค่อยเป็นค่อยไป
- ผักหลากสี นอกจากผักใบเขียวแล้ว ควรให้หนูๆ ได้ลองลิ้มชิมรสผักผลไม้สีต่างๆ ด้วย
- กินให้ถูกทาง ไม่ควรให้เด็กกินขนมก่อนอาหารเพราะจะทำให้อิ่มเร็ว หรือไม่ควรกินนมแทนการกินข้าวมื้อหลัก เพื่อลดปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าว ฝีกให้แบ่งแยกเวลากินกับเวลาเล่น
- โรงเรียนร่วมสนับสนุน เมื่อเด็กได้กินอาหารร่วมกับเพื่อนจะทำให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น
- คำเชิญชวน “กินแล้วน่ารัก ผิวดี” หรือ “กินแล้วสวย กินแล้วเก่งเป็นนักกีฬา” เป็นการเชิญชวนให้เด็กได้ลองกินทีละน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้น
- ตัวอย่างที่ดีจากคุณพ่อ คุณแม่ เป็นส่วนสำคัญยิ่ง ผู้ใหญ่ควรเป็นตัวอย่างชักจูงให้เด็กกินอาหารที่ไม่เคยกิน
สุดท้าย “ต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาไม่ขาด” คือ “กินอย่างพอดีในปริมาณที่เหมาะสม” อีกหนึ่งเทคนิคที่คุณหมอแนะนำ
คุณพ่อคุณแม่ทราบถึงเทคนิคต่างๆ และกลวิธีที่จะใช้ในการปราบ “เจ้าตัวร้าย” ให้หันมากินอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้ว ก็ลองนำกลับไปใช้กับลูกหลานที่บ้านดูเพื่อให้เขามีสุขภาพที่ดีแข็งแรงสมวัย
เทคนิคผ่อนคลายผิวรอบดวงตา
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ใครที่ใช้ดวงตาอย่างหนัก แล้วอยากผ่อนคลายผิวรอบดวงตา วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเทคนิคมาบอก…
เทคนิคการผ่อนคลายผิวรอบดวงตา วิธีทำง่าย ๆ คือ เพียงใช้ปลายนิ้วชี้ กลาง และนาง ยืดคิ้วออกด้านข้าง 3 ครั้งใช้นิ้วกลางของทั้งสองข้างหมุนวนรอบดวงตาพร้อมๆ กัน โดยวนตามเข็มนาฬิกา ในทุกครั้งให้หยุดกดที่บริเวณหัวคิ้ว ทำแบบนี้ซ้ำทั้งหมด 6 รอบ
และใช้นิ้วกลางกดจุดไล่ตั้งแต่หัวคิ้วถึงขมับ 3 รอบ กดจุดไล่ลงมาที่บริเวณใต้ตา ไล่ตั้งแต่หัวตาถึงหางตา 3 รอบ ใช้นิ้วกลางนวดที่บริเวณขมับ หมุนเป็นรูปเลขแปด ทำซ้ำทั้งหมด 6 รอบ ทำซ้ำขั้นตอนที่ 2-5 ทั้งหมด 3 รอบ นำมือทั้งสองข้างปิดที่ดวงตา ลากน้ำหนักที่ปลายนิ้วออกไปที่ด้านข้างกรอบหน้า แล้วจึงค่อย ๆ ยกฝ่ามือออกจากใบหน้าเพียงเท่านี้ก็จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้
หากต้องการความอ่อนเยาว์ของดวงตา ควรเข้ารับการตรวจตาเป็นประจำทุก ๆ 2-4 ปี และทุก ๆ 1-2 ปี สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป สำหรับผู้ที่ต้องนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำ เริ่มฝึกนิสัยพักสายตาโดยการมองออกไปไกล ๆ ทุก ๆ 10-15 นาที สวมใส่แว่นตาดำที่ปกป้องและกรองแสงยูวีทุก ๆ ครั้งที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ปกป้องและระวังไม่ให้ดวงตาสัมผัสควัน และฝุ่นละอองต่าง ๆ โดยตรง
แนะนำอีกนิดสำหรับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รอบดวงตา
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับรอบดวงตา ควรเลือก ครีมที่ใช้สำหรับรอบดวงตาโดยเฉพาะ ห้ามนำครีมทาหน้ามาใช้ปะปนกัน ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดอาการอักเสบบวมได้ เนื่องจากเนื้อครีมที่ข้นเกินไปอาจซึมลงไปอุดตันท่อน้ำตาได้ ควรเลือกซื้อครีมที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เพื่อความอ่อนโยนต่อผิวที่บอบบางที่สุด และสำหรับกลุ่มวัยรุ่น หรือผู้ที่มีผิวมัน ให้มองหาผลิตภัณฑ์ประเภทเจลเพิ่มความสดชื่นจะเหมาะที่สุด แต่ไม่ว่าเป็นครีมชนิดใดก็ตามควรมีกันแดดผสม
สำหรับวิธีใช้ ให้ทารอบดวงตาด้วยนิ้วนาง ( เพราะแรงกดน้อยที่สุด ) ทาวนจากหัวตาด้านล่างวนขึ้นสู่หัวตาด้านบน จะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น และลดริ้วรอยที่จะเกิดในอนาคตได้อีกด้วย
อ่านแล้วอย่าลืมหันมาดูแลรักษาดวงตาของเรากันดีกว่า เพื่อสุขภาพตาที่ดี.
พบ 7 ใน 10 คนไทยยังไม่พอใจกับน้ำหนักตนเอง
จาก มติชนออนไลน์

จากผลของการสำรวจออนไลน์ชิ้นล่าสุดของนีลเส็นใน 52 ประเทศทั่วโลกเกี่ยวกับน้ำหนักตัว อาหารและการออกกำลังกาย เมื่อวันที่ 27 มกราคม ระบุว่าผู้บริโภคทั่วโลกมีความต้องการที่จะพัฒนาสุขภาพโดยการรับประทานอาหาร ที่ดีขึ้นและออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ผลการวิจัยพบว่าผู้บริโภคชาวไทยจำนวน 72% กำลังต่อสู้กับปัญหาน้ำหนักตัวของตนซึ่งจัดอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ โลก
การสำรวจถูกจัดทำขึ้นทางออนไลน์ในปลายเดือนกันยายน 2551 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจที่นีลเส็นจัดทำขึ้นเป็นประจำ ปีละสองครั้งเพื่อติดตามเทรนด์ของผู้บริโภคทั่วโลก และสำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภคในแต่ละทวีป ในประเทศไทย ผลการสำรวจมาจากการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชายและหญิงที่ใช้อินเตอร์เน็ต จำนวน 500 คน อายุ 15 ปี ขึ้นไป
เมื่อผู้บริโภคชาวไทยถูกถามว่า คิดอย่างไรเกี่ยวกับน้ำหนักปัจจุบันของตนเอง มีเพียงผู้บริโภคจำนวน 28% รู้สึกมีความสุขกับน้ำหนักของตน ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลก (40%) และผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิค (43%) คิดว่าตนมีน้ำหนักที่พอดีแล้ว นอกจากนี้ผู้บริโภคชาวไทยยังรู้สึกว่าตน “มีน้ำหนักเกินนิดหน่อย” (40%) “ค่อนข้างจะมีน้ำหนักเกิน” (15%) “น้ำหนักน้อยเกินไป” (11%) “น้ำหนักมากเกินไปมาก” (6%)
ประเทศไทย เอเชีย-แปซิฟิค ทั่วโลก
|
น้ำหนักน้อยเกินไป |
11% |
15% |
10% |
|
น้ำหนักพอดี |
28% |
43% |
40% |
|
น้ำหนักเกินนิดหน่อย |
40% |
27% |
32% |
|
ค่อนข้างจะมีน้ำหนักเกิน |
15% |
12% |
14% |
|
น้ำหนักมากเกินไป |
6% |
3% |
4% |
หากเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศในเอเซีย แปซิฟิค ประเทศไทยเป็นผู้นำของทวีปด้วยผู้บริโภคจำนวน 63% ที่กำลังพยายามจะลดน้ำหนัก ลำดับรองลงมาคือ ออสเตรเลีย (62%) และ ญี่ปุ่น(31%) ตามลำดับ
เอเซีย แปซิฟิค มีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดของผู้บริโภคที่มีความคิดเห็นต่อน้ำหนัก ตัวของตนว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ในขณะเดียวกันภูมิภาคนี้ก็เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์สูง ที่สุด คือ 53 เปอร์เซ็นต์ ของผู้บริโภคที่ต้องการจะลดน้ำหนัก โดยภูมิภาคที่ติดอันดับแรกของโลกที่พบผู้บริโภคที่ต้องการจะลดน้ำหนักคือ ทวีป ลาติน อเมริกา (57%)
ผลการวิจัยยังพบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกรวมทั้งผู้บริโภคชาวไทยส่วนมาก วางแผนที่จะลดน้ำหนักโดยต้องการจะเปลี่ยนแปลงนิสัยการรับประทานอาหารควบคู่ ไปกับการออกกำลังกาย โดยกลยุทธ์หลักก็คือ เน้นการปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารเป็นเรื่องแรก (85%) และออกกำลังกายให้มากขึ้นเป็นลำดับต่อมา (72%) การรับประทานยาตามคำสั่งจากแพทย์เป็นทางเลือกสุดท้ายที่คนไทยจะใช้ในการลด น้ำหนัก (ตารางที่ 2)
กลยุทธ์ในการลดน้ำหนัก
79% กล่าวว่าพวกเขาจะตัดอาหารที่มีไขมันออกไป
61% ปฏิญาณว่าจะรับประทานอาหารแบบเดิมแต่ลดปริมาณลง
59% ตั้งใจว่าจะลดการรับประทานช็อคโกแลต และน้ำตาล
40% จะรับประทานอาหารที่สดสะอาดจากธรรมชาติ
10% จะรับประทานอาหารที่แปรรูปให้น้อยลง
น้อยกว่า 10% เปลี่ยนไปใช้วิธีการลดน้ำหนักอย่างอื่น เช่น การรัปประทานอาหารตามทฤษฎีของแอ็ทกินส์ แบบโลว์คาร์บ การเข้าศูนย์ควบคุมน้ำหนัก หรือการเข้าโปรมแกรมการลดน้ำหนักของสถาบันต่างๆ
เมื่อกล่าวถึงทางเลือกของการออกกำลัง ผลปรากฏว่าผู้บริโภคจากทวีปอเมริกาเหนือ ได้แก่ ชาวอเมริกัน และแคนาดาซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้บริโภคที่คิดว่าตนมีน้ำหนักเกินมากที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ มีระดับการออกกำลังกายที่สูงที่สุดถึง 70% โดยระบุว่าพวกเขาออกกำลังกายอาทิตย์ละครั้งเป็นอย่างน้อย ในทางตรงกันข้ามผู้บริโภคในทวีป เอเซีย แปซิฟิค เป็นกลุ่มที่ควบคุมน้ำหนักของตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ออกกำลังกายน้อยกว่าภูมิภาคอื่นๆ โดยมีผู้บริโภค (58%) ที่ระบุว่าออกกำลังกายอาทิตย์ละครั้งเป็นอย่างน้อย
ส่วนในประเทศไทย ผู้บริโภค(60%) กล่าวว่าพวกเขาออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง โดยทางเลือกของการออกกำลังที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การวิ่ง (27 %) และเดิน (24%)
นางจันทิรา ลือสกุล กรรมการผู้จัดการ นีลเส็น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในขณะที่ปัญหาบางอย่างเช่น การลดน้ำหนักเป็นปัญหาที่ผู้บริโภคทั่วโลกตระหนักถึง แต่ผู้บริโภคในแต่ละทวีปก็มีการมองปัญหา และวิธีการทำให้ถึงจุดหมายที่แตกต่างกันไปอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่เราทราบจากการวิจัยไม่ใช่เป็นเพียงข้อมูลที่น่าจะบอกต่อแล้ว แต่ยังเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าต่อนักการตลาดที่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภคทั่ว โลก
รับประทานอาหารให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้นได้อย่างไร?
มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคชาวไทย (53 %) กล่าวว่าพวกเขายินดีที่จะตัดอาหารบางกลุ่มออกไปเพื่อที่จะรักษาความสมดุล ในขณะที่บางกลุ่ม (26%) กล่าวว่า พวกเขาจะรับประทานแบบเดิม แต่ควบคุมประมาณ และอีก 20 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าพวกเขาบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว
หากเปรียบเทียบระหว่างทวีป ประมาณ 20%ของผู้ตอบแบบสอบถามใน 4 ทวีปใน เอเชียแปซิฟิค ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา และละตินอเมริการู้สึกว่าพวกเขาบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่แล้ว ยกเว้นผู้บริโภคในทวีปอเมริกาเหนือ ได้แก่ชาวอเมริกัน และแคนาดา ที่คิดว่าพวกเขาสามารถที่จะปรับปรุงการรับประทานให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบันได้ โดยพบผู้บริโภคเพียง 14% คิดว่าอาหารที่เขารับประทานมีประโยชน์ต่อสุขภาพดีอยู่แล้ว
ความสับสนเกี่ยวกับข้อมูลของการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคในประเทศไทยและทั่วโลก รู้สึกสับสนกับข้อมูลเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ที่ตนได้รับ ในปัจจุบันอย่างล้นหลาม ซึ่งส่วนใหญ่จะขัดแย้งกันเอง เมื่อผู้บริโภคชาวไทยถูกถามว่า พวกเขาได้รับข้อมูลที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อ สุขภาพ ได้ที่ไหน
66% อ้างอิงข้อมูลที่มาจากหมอ และเภสัชกร
44% เชื่อรายการทางทีวี และสารคดี
41% เลือกหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
38% อ่านหนังสือเกี่ยวกับอาหาร และโภชนาการ
32% เชื่อในข้อมูลทางโภชนาการที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์ของสินค้า
หย่ากาแฟไม่ให้ปวดหัว
จากหนังสือ ชีวจิต

หย่ากาแฟไม่ให้ปวดหัว (ชีวจิต)
แม้หลายคนพยายามลด ละ เลิก เพื่อสร้างสุขภาพดีอย่างยั่งยืน แต่พองดดื่มไปซักมื้อสองมื้อก็เกิดอาการต่างๆ นานาเสียแล้ว แต่ที่พบบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นอาการปวดหัว
นอกจากความตั้งใจจริงแล้ว ลองทำตามวิธีเลิกกาแฟไม่ให้ปวดหัวดังนี้
1. ลดจำนวนถ้วยจากปกติลง 1 ถ้วย สัก 3-4 วัน จนรู้สึกว่าไม่กระวนกระวายแล้ว
2. ขั้นต่อมาให้ผสมกาแฟที่ไม่มีกาเฟอีน (decaf) ลงไป แล้วค่อยๆเพิ่มปริมาณของกาแฟที่ไม่มีกาเฟอีนทดแทนกาแฟปกติลงไปให้มากขึ้น
3. งดอาหารและเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ที่มีกาเฟอีนด้วย เช่น เครื่องดื่มประเภทโคล่า
4. สำหรับคนที่สูบบุหรี่และดื่มกาแฟในปริมาณมากอยู่แล้ว แนะนำให้ค่อยๆ เลิกทั้งสองอย่างพร้อมกัน เนื่องจากคนสูบบุหรี่สามารถนำกาเฟอีนในกระแสเลือดไปใช้ได้เร็วกว่าคนไม่สูบบุหรี่ หากไม่ลดจำนวนมวนบุหรี่ที่สูบ แต่ลดจำนวนกาแฟลง จะทำให้ปริมาณกาเฟอีนในกระแสเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการปวดหัว เพื่อป้องกันอาการปวดหัวและอาการกระวนกระวาย จึงควรค่อยๆลดบุหรี่ไปพร้อมๆ กัน
ระวัง! อาหารจะทำให้คุณขาดน้ำ
จากหนังสือ ชีวจิต

ระวัง! อาหารจะทำให้คุณขาดน้ำ (ชีวจิต)
ผิดเสียแล้วถ้าคุณคิดว่าน้ำอัดลมเย็นๆ จะช่วยดับกระหายในช่วงอากาศร้อนแทบบ้าอย่างนี้ได้ เพราะงานวิจัยชิ้นล่าสุดพบว่า อาหารฟาสต์ฟู้ดโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ น้ำอัดลม อาหารหวานๆ และเครื่องดื่มคาเฟอีน จะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากขึ้น
ดร.แกรี่ ไอ แวดเลอร์ นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค กล่าวว่า อาหารหวานๆ และเครื่องดื่มคาเฟอีนอาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำได้อย่างที่เราเองไม่รู้ตัว เพราะในน้ำอัดลมเต็มไปด้วยน้ำตาลจะทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม และแก๊ซที่ถูกอัดลมเข้าไปก็จะยิ่งทำให้กระเพาะพองตัวออก จึงยิ่งรู้สึกอิ่มเข้าไปอีก ทั้งที่ความจริงแล้วปริมาณน้ำที่รับเข้าไปไม่ได้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ
นอกจากนี้ การกินเนื้อสัตว์มากจนเกินไป อาจทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนล้นเกิน จนเกิดผลกระทบต่อการทำงานของไต ทำให้ระบบการกำจัดของเสีย (ปัสสาวะ) ออกจากไตทำงานหนักขึ้น เพราะร่างกายจะกำจัดโปรตีนส่วนเกินโดยการเผาผลาญให้เป็นพลังงาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เนื่องจากจำเป็นต้องใช้พลังงานมากกว่าการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันหลายเท่า
ในระหว่างการเผาผลาญโปรตีน ร่างกายจะผลิตเกลือแอมโมเนียออกมา ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นยูเรียในรูปของปัสสาวะ (ยูเรียถูกสร้างที่ตับแต่ถูกขับออกทางไต) และกระบวนการนี้จะทำให้ตับและไตเกิดอาการเครียด อาการที่อาจเกิดขึ้นก็คือร่างกายเหนื่อยล้า การกินเนื้อสัตว์มากเกินไปจึงมีส่วนทำให้ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะในเด็กทารกและผู้สูงอายุ ถ้าร่างกายต้องใช้น้ำในการล้างและกำจัดยูเรียออก-มากจนเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
การที่ร่างกายต้องขับของเสียออกมาปัสสาวะมากจนเกินไป อาจทำให้ร่างกายต้องพลอยเสียแคลเซียมออกไป และกลายเป็นต้นเหตุของโรคกระดูกพรุนด้วย
ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับอากาศร้อนๆ เช่นนี้ ควรจะเลือกดื่มน้ำเปล่า ซึ่งร่างกายจะบอกให้คุณ “พอ” เอง เมื่อร่างกายหยุดกระหาย รวมทั้งลดการกินเนื้อสัตว์ อย่างน้อยก็ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างสบายมากขึ้น
4 วิธีแก้คอเคล็ด เพราะตกหมอน
จากหนังสือ ชีวจิต

4 วิธีแก้คอเคล็ด เพราะตกหมอน (ชีวจิต)
“โอ๊ย… ช่วยด้วยหันคอไม่ได้” …คุณล่ะเคยไหมคะ ที่บางครั้งหลังตื่นนอนไม่สามารถหันคอหรือเอียงคอได้ เพราะคอเคล็ดหรือคอแข็ง อย่างที่เราเรียกว่า “ตกหมอน” นั่นเอง
เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ไว้ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการตกหมอนมาฝากค่ะ
1. อย่าพยายามเคลื่อนไหวคอและให้อยู่นิ่งๆ โดยการนอนราบชั่วคราว เพื่อให้กล้ามเนื้อคอได้พัก
2. ประคบร้อน ด้วยกระเป๋าน้ำร้อนหรือผ้าชุบน้ำอุ่นบริเวณกล้ามเนื้อต้นคอที่เจ็บประมาณ 20-30 นาที และกดนวดบริเวณคอเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น
3. ดัดยืดคอด้วยตนเอง โดยใช้มือช่วยดันศีรษะไปในทิศทางที่เกิดอาการตึงช้าๆ จนรู้สึกตึงเล็กน้อยแต่ไม่เจ็บ ดันค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที แล้วทำซ้ำ 5-10 ครั้ง จนเริ่มรู้สึกทุเลาลง
4. นวดเบาๆ โดยใช้มือบีบลงบนแนวของกล้ามเนื้อที่รู้สึกปวดเมื่อย ให้แรงบีบพอประมาณที่ทำให้รู้สึกแน่นตึงและไม่เจ็บ บีบและคลายเป็นจังหวะ การประคบร้อนก่อนการนวดจะช่วยให้นวดได้ง่ายขึ้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น
ข้อควรระวัง ไม่ควรกดบีบหรือยืดกล้ามเนื้อจนรู้สึกเจ็บ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวมากขึ้น และไม่ควรให้ผู้อื่นดัดคอหรือจับเส้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้อักเสบและเรื้อรังได้ ถ้ายังไม่หายค่อยๆ ฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อหรือปรึกษานักกายภาพบำบัด
ปกติอาการปวดคอมักจะหายภายใน 1-2 วัน ถ้าอาการรุนแรงขึ้นหรือยังไม่หายสนิท ให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรักษาให้ถูกต้องค่ะ
กินอะไร ? เมื่อบ่จอย
จาก ประชาชาติ ธุรกิจ

กินอะไร ? เมื่อบ่จอย (ประชาชาติ ธุรกิจ)
มีผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า อาหารที่บริโภคเข้าไปจะไปมีผลต่อสารเคมีในสมองซึ่งจะส่งผล ต่ออารมณ์ ไม่ว่าจะรับมากเกินไปหรือขาดพร่อง ก็ล้วนแต่ส่งผลให้กับอารมณ์ทั้งสิ้น
ดูได้จากคนบางคนพอเครียดแล้วจะกินไม่ยั้ง ขณะที่บางคนกลับกินไม่ลงเอาเสียเลย นั่นเป็นเพราะความเครียดจะไปทำให้ระบบในร่างกายรวน หัวใจจะเต้นเร็ว ความดันพุ่งสูง กล้ามเนื้อเกร็ง ระบบต้านทานอ่อนแอ ระบบย่อยปั่นป่วน ทำให้การดูดซึมและการสะสมอาหารผิดปกติ เรียกว่ายิ่งเครียดก็จะยิ่งอ่อนเพลีย หมดแรง นอนไม่หลับ ร่างกายจะสูญเสียสารอาหาร สารเคมี ที่กระทบต่อการควบคุมความรู้สึก อารมณ์ และความตื่นตัว
ถ้าอย่างนั้นแล้วมาดูกันว่า อาหารอะไรที่กินเข้าไปแล้วหายเครียด ทำให้อารมณ์ดี นอนหลับสบาย
คาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี อาทิ ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด ลูกเดือย ฟักทอง เผือก มัน ขนมปังโฮลวีต นม กล้วย โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต ผักและผลไม้มีกาก ที่มีกรดอะมิโนทริบโทเฟน สารอาหารที่ร่างกายจะนำไปสร้างเซโรโทนิน สารที่ถ้าลดต่ำลงจะทำให้เกิดอาการ ซึมเศร้า ขาดสมาธิ ไม่กระฉับกระเฉงได้
สำหรับแป้งและน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตที่ได้รับการขัดสีแล้วนั้น ถ้าบริโภคเข้าไปมากๆ จะมีคุณสมบัติตรงข้าม ทำให้เกิดอาการอ่อนระโหยโรยแรงหรือหงุดหงิดได้
ตรงนี้วิธีการแก้ คือ กินโปรตีนเข้าไปร่วมด้วยจะช่วยรักษาสมดุลได้
นอกจากนี้ ควรเติมด้วยวิตามินซี (ผักผลไม้) แมกนีเซียม (เต้าหู้ เมล็ดฟักทอง เมล็ดพืช ไม่ขัดสี ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ) สังกะสี (เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะอาหารทะเล แป้งถั่วเหลือง ถั่ว) วิตามินอี และวิตามินบีรวม
ส่วนอาหารที่ควรเลี่ยง
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะไปลดเอนไซม์ย่อยไขมัน และไปลดการสะสมวิตามินหลายๆ ชนิด
คาเฟอีน จะไปยับยั้งการดูดซึมของธาตุเหล็ก กระตุ้นและเพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะและฮอร์โมน ไทรอยด์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้า ทั้งยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น
น้ำอัดลม น้ำตาล อาหารหวานจัด หรือคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี
อาหารเค็ม อาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง
อาหารไขมันสูง ทำให้ย่อยช้า เพิ่มฮอร์โมนเครียด
นอกจากนี้แล้ว เมื่ออารมณ์ไม่ดี ควรเลี่ยงการกินอาหารมื้อใหญ่ เพื่อไม่ให้ระบบย่อยอาหารทำงานมาก ควรแบ่งการกินเป็นอาหารมื้อเล็กแต่หลายมื้อ โดยเน้น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ผักผลไม้ที่มีกากใยสูง ไขมันต่ำ หรือเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี เค็มน้อย หวานน้อย
จากนั้นก็ออกกำลังกาย ดื่มน้ำ 8-10 แก้ว แล้วไปนอนซะ แค่นี้ความเครียดก็กระเจิงแล้ว
มีผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า อาหารที่บริโภคเข้าไปจะไปมีผลต่อสารเคมีในสมองซึ่งจะส่งผล ต่ออารมณ์ ไม่ว่าจะรับมากเกินไปหรือขาดพร่อง ก็ล้วนแต่ส่งผลให้กับอารมณ์ทั้งสิ้น
ดูได้จากคนบางคนพอเครียดแล้วจะกินไม่ยั้ง ขณะที่บางคนกลับกินไม่ลงเอาเสียเลย นั่นเป็นเพราะความเครียดจะไปทำให้ระบบในร่างกายรวน หัวใจจะเต้นเร็ว ความดันพุ่งสูง กล้ามเนื้อเกร็ง ระบบต้านทานอ่อนแอ ระบบย่อยปั่นป่วน ทำให้การดูดซึมและการสะสมอาหารผิดปกติ เรียกว่ายิ่งเครียดก็จะยิ่งอ่อนเพลีย หมดแรง นอนไม่หลับ ร่างกายจะสูญเสียสารอาหาร สารเคมี ที่กระทบต่อการควบคุมความรู้สึก อารมณ์ และความตื่นตัว
ถ้าอย่างนั้นแล้วมาดูกันว่า อาหารอะไรที่กินเข้าไปแล้วหายเครียด ทำให้อารมณ์ดี นอนหลับสบาย
คาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี อาทิ ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด ลูกเดือย ฟักทอง เผือก มัน ขนมปังโฮลวีต นม กล้วย โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต ผักและผลไม้มีกาก ที่มีกรดอะมิโนทริบโทเฟน สารอาหารที่ร่างกายจะนำไปสร้างเซโรโทนิน สารที่ถ้าลดต่ำลงจะทำให้เกิดอาการ ซึมเศร้า ขาดสมาธิ ไม่กระฉับกระเฉงได้
สำหรับแป้งและน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตที่ได้รับการขัดสีแล้วนั้น ถ้าบริโภคเข้าไปมากๆ จะมีคุณสมบัติตรงข้าม ทำให้เกิดอาการอ่อนระโหยโรยแรงหรือหงุดหงิดได้
ตรงนี้วิธีการแก้ คือ กินโปรตีนเข้าไปร่วมด้วยจะช่วยรักษาสมดุลได้
นอกจากนี้ ควรเติมด้วยวิตามินซี (ผักผลไม้) แมกนีเซียม (เต้าหู้ เมล็ดฟักทอง เมล็ดพืช ไม่ขัดสี ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ) สังกะสี (เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะอาหารทะเล แป้งถั่วเหลือง ถั่ว) วิตามินอี และวิตามินบีรวม
ส่วนอาหารที่ควรเลี่ยง
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะไปลดเอนไซม์ย่อยไขมัน และไปลดการสะสมวิตามินหลายๆ ชนิด
คาเฟอีน จะไปยับยั้งการดูดซึมของธาตุเหล็ก กระตุ้นและเพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะและฮอร์โมน ไทรอยด์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้า ทั้งยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น
น้ำอัดลม น้ำตาล อาหารหวานจัด หรือคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี
อาหารเค็ม อาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง
อาหารไขมันสูง ทำให้ย่อยช้า เพิ่มฮอร์โมนเครียด
นอกจากนี้แล้ว เมื่ออารมณ์ไม่ดี ควรเลี่ยงการกินอาหารมื้อใหญ่ เพื่อไม่ให้ระบบย่อยอาหารทำงานมาก ควรแบ่งการกินเป็นอาหารมื้อเล็กแต่หลายมื้อ โดยเน้น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ผักผลไม้ที่มีกากใยสูง ไขมันต่ำ หรือเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี เค็มน้อย หวานน้อย
จากนั้นก็ออกกำลังกาย ดื่มน้ำ 8-10 แก้ว แล้วไปนอนซะ แค่นี้ความเครียดก็กระเจิงแล้ว !
4 วิธีลดเครียดก่อนนอน
ข้อมูลจากหนังสือชีวจิต

4 วิธีลดเครียดก่อนนอน (ชีวจิต)
หากเทคนิคมากมายที่คุณนำมาใช้ไม่สามารถลดความตึงเครียดก่อนนอนลงได้ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ดู รับรองว่าจะทำให้คุณหลับสนิทได้ภายใน 5 นาที
1. ผ่อนลมหายใจ โดยเริ่มจากหายใจเข้าทางจมูก นับ 1-5 ในใจ จากนั้นปล่อยลมหายใจออกทางปากช้าๆ ในระหว่างนั้นนับ 1-10 ในใจ จะรู้ว่าร่างกายเราผ่อนคลายลงทันทีและนอนหลับอย่างสงบ
2. จิบน้ำผึ้งสักครึ่งช้อนชา เพียงห้านาที หลังจากนั้นน้ำผึ้งจะไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารซีโรโทซึ่งส่งผลให้เรารู้สึกผ่อนคลาย
3. ทำมือให้อุ่น เมื่อเราเครียดมือมักจะเย็น การทำมือให้อุ่นจะสามารถลดความตึงเครียดลงได้ ก่อนนอนควรเอามือแช่ในน้ำอุ่นสักครู่ จะทำให้คุณนอนหลับได้ง่ายและสบายขึ้น
4. นวดเท้าคลายเครียด กดเบาๆ บริเวณรอยต่อของกระดูกนิ้วเท้าข้อที่ 1 และข้อที่ 2 สิบครั้ง
หากนอนไม่หลับ ก่อนปิดไฟนอนทุกคืนลองเอาเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ดูนะ
เป็นหวัดไม่ถูกกับขับรถ ทำให้ความสามารถในการขับขี่เสื่อมลง
4 ก.พ. 52 จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ การเป็นหวัดไม่ว่าหวัดสามัญหรือโรคไข้หวัดใหญ่ อย่างหนัก จะรบกวนปฏิกิริยาตอบสนองเวลาขับรถอย่างหนัก บริษัทประกันภัยลอยด์ส ทีเอสบี ของอังกฤษเปิดเผยว่า ในการศึกษาด้วยเครื่องจำลองการขับรถ กับผู้ขับรถที่ป่วยด้วยอาการต่าง ๆ ตั้งแต่เป็นหวัด มีอาการเครียดและปวดศีรษะ 100 คน พบว่าคนที่เป็นหวัดจะขับรถได้เลวลงโดยเฉลี่ยแล้วร้อยละ 11 เทียบได้กับผู้ที่ล่อวิสกี้เข้าไปสองแก้ว การขับรถเลวลงไปร้อยละ 11 จะมีผลทำให้อาการตอบสนองช้าลง เทียบเท่ากับต้องใช้ระยะทางเพิ่มขึ้นอีก 1 เมตร หากขับอยู่ด้วยความเร็ว 48 กม.ต่อชั่วโมง และหากใช้อัตราความเร็วปกติเต็มที่ จะต้องใช้ระยะทางเพิ่มอีกถึง 12 ม. รายงานได้บอกเตือนว่า อาการไม่สบายขณะขับรถ ยิ่งหากบวกด้วยฤทธิ์ยา หรือความเมื่อยล้า หรือหากดื่มมาเล็กน้อยด้วย จะมีผลกับความสามารถในการขับขี่อย่างสำคัญ นายแพทย์ดอว์น ฮาร์เปอร์ ได้เสริมว่า ในการขับรถอย่างปลอดภัย ต้องใช้สมาธิและปฏิกิริยาตอบสนองที่ทันกาล แค่เพียงเป็นหวัดเพียงนิดหน่อยก็ทำให้ความสามารถทั้งสองอย่างเสียลงมากแล้ว โฆษกของบริษัทแจ้งว่า “การขับรถยามที่ไม่สบาย ก่อให้เกิดอุบัติเหตุปีละหลายพันครั้ง หากว่าเป็นหวัดไม่ว่าจะเป็นหวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ ถ้าหากหลีกเลี่ยงการขับรถ ได้ควรจะหลีกเลี่ยงเสีย”.


