สธ.ชี้อย่าประมาทไข้หวัดใหญ่ 2009 แจงยังอันตราย
วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
“หมอมงคล” ออกโรงช่วยรณรงค์ เตือนภัยไข้หวัด 2009 ระบุอีก 2 เดือนข้างหน้ายังอันตรายอยู่ กลัวเชื้อกลายพันธุ์ แนะประชาชนควรตื่นตัวตลอดเวลา ขณะที่ “รมว.สธ.” กำชับห้ามประมาทถึงแม้อยู่ในช่วงชะลอตัว หวั่นวิตกปลายฝนต้นหนาว อาจระบาดใหญ่อีกระลอก พร้อมยอมรับปัญหาผลิตวัคซีน ผลฉีดเชื้อไวรัสเข้าไปในไข่เยอรมัน ยังไม่ค่อยเข้าเป้า ต้องเดินหน้าทดลองอีก และเร่งหารือกับผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก ขณะที่ “โฆษกสธ.” เผยโรคจิตโทรก่อกวน แทะโลมเจ้าหน้าที่สาว สายด่วน 1422 เฉลี่ยมากถึงวันละ 129 สาย
ที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 18 ส.ค. นายวิทยา แก้วภราดัย รมว. สาธารณสุข กล่าวถึงปัญหาในการผลิตวัคซีนป้อง กันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ผลการ คำนวณปริมาณเชื้อไวรัสที่ฉีดเข้าไปในไข่จาก ประเทศเยอรมนี ได้ปริมาณเชื้อไวรัสต่ำกว่าที่ คาดการณ์และอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตยังไม่ได้รายงานให้ ครม.ทราบในเรื่องนี้ ถ้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็ไม่สามารถไปฝืนได้ การ ทดลองถ้าไม่สำเร็จก็ไม่สำเร็จ ตนไม่อยากให้ประชาชนกังวลว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ แต่อยากให้กำลังใจในการผลิต ก่อนที่จะนำวัคซีนมาใช้จะต้องได้มาตรฐานและปลอดภัยจริง ๆ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำเล่น ๆ หรือมาทดลอง กันเล่น ๆ และท้ายที่สุดหน่วยงานที่จะรับรองมาตรฐาน คือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
“การผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะสำเร็จหรือไม่ จะเอาไข่ไทยหรือไข่จากเมืองนอกเป็นเรื่องรายละเอียด แต่ทั้งหมดเมื่อผลิตออกมาแล้วต้องได้มาตรฐาน ถ้าไม่ได้มาตรฐานก็ใช้ไม่ได้”
ด้านนายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา (ซีดีซี) ประกาศลดมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยให้ผู้ป่วยหยุดพักรักษาตัว 3-5 วัน จากเดิม 7 วัน ว่า ประเทศไทยใช้การรักษาโดยดูจากอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก ซึ่งการเก็บตัวอย่างต่าง ๆ ก็เพื่อตรวจสอบว่าการระบาดรอบ 2 จะเกิดขึ้นที่ใดเป็นจุดเริ่มต้น และนำเชื้อมาทดลองการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ดังนั้นการควบคุมดูแล เรายังไม่ประมาท เพราะในช่วงปลายเดือน ส.ค.-ก.ย. เป็นช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลอยู่แล้วจึงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น การให้ผู้ป่วยพักรักษาตัว 7 วันยังถือว่าเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิชาการกำลัง พิจารณาเรื่องการลดวันอยู่
รมช.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า การทด ลองวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ให้องค์การเภสัชกรรมดำเนินการอยู่ เบื้องต้นพบปัญหาอุปสรรคบ้าง ส่วนการนำไข่จากประเทศเยอรมนีมาทดลองนั้น จะต้องรอดูผลการทดลองก่อน เช่นเดียวกับการทดลองกับไข่ของไทย ที่ต้องรอดูผลการทดลองก่อนเช่นกัน เพราะการใช้ไข่ไทยต้องขอการรับรองจากต่างประเทศด้วยเพื่อให้ได้ผลที่ออกมาตรงกัน ซึ่งการผลิตวัคซีนจะต้องใช้เวลาสักระยะ
เมื่อถามถึงการที่ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ระบุว่าในเดือน ส.ค. เป็นช่วงขาลงของการแพร่ระบาดของโรคนี้ นายมานิต กล่าวว่า ไม่ใช่ช่วงขาลงเพราะขณะนี้ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงฤดูฝน ทำให้มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งอาจนำไปสู่การระบาดของไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในระลอก 2 ได้ เพราะเมื่อหมดปลายฝนเข้าสู่ต้นหนาว คนก็ยังเป็นหวัดง่ายอยู่ ดังนั้น ถ้าจะให้อุ่นใจ ต้องเข้าสู่ฤดูร้อนในเดือน มี.ค. 2553 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นวัคซีนต้านโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็มาพอดี
ภก.สมชาย ศรีชัยนาค รอง ผอ.องค์การ เภสัชกรรม (อภ.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเชื้อ ว่า การคำนวณปริมาณไวรัสที่ฉีดเข้าไปในไข่จากประเทศเยอรมนี ได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยรอบแรกคำนวณได้ 6.63 ล็อก รอบที่ 2 ได้ 6.3 ล็อก เฉลี่ยประมาณ 6.5 ล็อกเท่านั้น เมื่อได้ปริมาณไวรัสน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ก็ต้องสอบถามไปยังองค์การอนามัยโลก และดร.อีริค ดอง ผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนีว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ในการจะเพิ่มปริมาณไวรัสให้มากขึ้น ซึ่งอาจจะต้องฉีดเชื้อไวรัสเข้าไปในไข่ไก่อีก โดยทำให้ถี่ขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องรอฟังผู้เชี่ยวชาญก่อนคาดว่า 1-2 วันนี้จะได้คำตอบ
นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความคืบหน้าของการให้บริการสายด่วนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า กระทรวงสาธารณสุขยังคงเปิดให้บริการความรู้ความเข้าใจประชาชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับโรคดังกล่าว ทางหมายเลขโทรศัพท์ 1422 และ 0-2590-3333 ตลอด 24 ชม. โดยไม่มีวันหยุด ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 10-16 ส.ค. มีประชาชนโทรฯเข้ามาสอบถามรวมทั้งหมด 6,756 สาย เฉลี่ยวันละ 965 สาย ซึ่งยอดการใช้บริการเพิ่มขึ้นจากช่วงวันที่ 3-9 ส.ค. ถึง 2,176 สาย ที่น่าเป็นห่วงพบว่า มีประชาชน ส่วนหนึ่งที่โทรฯเข้ามาก่อกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะสายด่วน 1422 ซึ่งเป็นบริการฟรี ผู้โทรฯ ส่วนใหญ่เป็นเด็ก และมีผู้ใหญ่โทรฯในลักษณะแทะโลมเจ้าหน้าที่หญิง เฉลี่ยวันละ 129 สาย
ส่วนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ช่วงสายวันเดียวกัน นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนป้องกัน ควบคุม และการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ร่วมกับกระทรวงคมนาคม องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดโครงการ “รถเมล์ไทยปลอดภัย รวมพลังสู้หวัด 2009” นพ.มงคล กล่าวว่า ในแต่ละวันมีประชาชนใช้บริการรถเมล์ไม่ต่ำกว่า 1.6 ล้านคน ซึ่งเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้จากการสัมผัสราวบันได ราวจับที่นั่ง ที่ยืน กริ่ง โดยเฉพาะรถปรับอากาศจะติดต่อได้ง่ายกว่ารถเมล์ร้อน แต่รถเมล์ร้อนเชื้อโรคก็สามารถอยู่ได้ 2-6 ชม. สามารถติดโรคได้เช่นกัน
“แม้สถานการณ์จะเริ่มชะลอตัว คนตายน้อยลง เกรงว่าคนไทยจะเป็นคนขี้ลืม ลืมง่ายโดยเฉพาะอีก 2 เดือนต่อจากนี้ คือ ก.ย.และต.ค.จะเป็นช่วงระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล อาจมีเชื้อไวรัสต่าง ๆ เข้ามา ถ้าไวรัส 2-3 ชนิดมาเจอกันหรือมีการกลายพันธุ์อาจทำให้เกิดการระบาดรุนแรงได้ ดังนั้น 2 เดือนข้างหน้าต้องไม่ประมาทเพราะยังอันตรายอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวตลอดเวลา”
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียว่า นายยันดรา โยคะ อาดิทามา อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อกระทรวง สาธารณสุขอินโดนีเซียแถลงว่า พบผู้ป่วยเสียชีวิตรายที่ 4 ด้วยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นเด็กชายอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ติดเชื้อไวรัสแล้วมาเสียชีวิตเมื่อหลายวันก่อนเพราะโรคปอดอักเสบ ขณะนี้อินโดนีเซียมีผู้ป่วยติดเชื้อแล้ว 872 ราย หลังพบการติดเชื้อครั้งแรก เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษและนักบินชาวอินโดนีเซีย
ขณะที่นายเอ็ด ไรบีสกี นักไวรัสวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เปิดเผยว่า ปัญหาความยากจน โรคร้าย และระบบสาธารณสุขที่ต้องแบกภาระเกินกำลังนั้น ทำให้ทวีปแอฟริกาเป็นเป้าหมายสำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้อย่างง่ายดาย แม้จะเป็นทวีปสุดท้ายในโลกที่พบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 1,000 ศพทั่วโลกแล้วก็ตาม แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังน้อยอยู่ มีเพียง 6 ศพในแอฟริกาใต้ 3 ศพในมอริเชียส และอียิปต์อีก 1 ศพ.
ทดสอบวัคซีนหวัด2009 ใช้ ‘เฟอร์เรท’ เสี่ยงตายแทน
ไทยรัฐออนไลน์วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2552
นับวันตัวเลขของยอดผู้ติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 จะพุ่งไม่หยุด ทั่วโลกต่างเร่งหา “วัคซีน” มาใช้ป้องกัน ซึ่งกว่าที่จะนำมาใช้กับคนเราได้นั้น ต้องนำไปทดสอบกับสัตว์อย่าง “หนู” เพื่อ “ลองยา”..
นับวันตัวเลขของยอดผู้ติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 จะพุ่งไม่หยุด ซึ่งทั่วโลกต่างเร่งหาแนวทางทำ “วัคซีน” เพื่อมาใช้ป้องกัน ซึ่งในการทำยาวัคซีนแต่ละชนิด กว่าที่จะนำมาใช้กับคนเราได้นั้น ต้องนำไปทดสอบกับสัตว์อย่าง “หนู” เพื่อ “ลองยา”
ส่วนวัคซีนไข้หวัดฯ2009 มีความแตกต่างกว่าตรงที่หลังการทดลองในหนูแล้วเสร็จ เพื่อให้ได้ผลที่แน่นอน ขั้นตอนต่อไปก็จะทดสอบในสัตว์ที่นักวิจัยลงความเห็นว่า มีความคล้ายมนุษย์ อย่างตัว “เฟอร์เรท” ซึ่งน้อยคนอาจยังไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไร?
…เพื่อให้หลายคนได้รู้จักสัตว์ผู้ “เสี่ยงตายแทนมนุษย์” “หลายชีวิต” จึงขอเจาะวิถีชีวิตของมันไปพร้อมๆกัน
“เฟอร์เรท” (Ferret) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีถิ่นกำเนิดอยู่ในหลายทวีป ทั้ง สหรัฐอเมริกา ยุโรป และ เอเชีย อาศัยตามทุ่งหญ้าขึ้นสูง บริเวณต้นไม้เล็กๆ หรือพุ่มไม้รกรุงรัง ตามรอยแนวป่า ออกหากินล่าเหยื่ออย่าง กระต่าย และ นกที่ทำรังอยู่ บนดิน เวลากลางคืน ด้วยการกาง เล็บ ตะปบ หากนำมาเลี้ยงสามารถให้แอปเปิ้ล กล้วยน้ำว้า และอาหารสำเร็จรูปได้
…หลังนำ มาฝึกให้เชื่อง จะมีนิสัย ขี้เล่น ซุกซน แต่ก็ ชอบขุดคุ้ย เหตุนี้จึงทำให้พวกมันถูกจับมาเลี้ยงของพวกกลุ่มนิยม “สัตว์แปลก” แต่บางครั้งจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวดุร้าย สามารถรับรู้ได้จาก การทำงานต่อมกลิ่น ซึ่งอยู่ตามรูขุมขนจะโชยค่อนข้างรุนแรง พร้อมกับอาการกระฟัดกระเฟียด ทำให้ความน่าชังกลับกลายเป็นความน่ากลัวทันที!
สำหรับลักษณะของตัว “ลองยา” มีโครงหน้าคล้ายกับ พังพอน แมวน้ำ มี เขี้ยว ฟัน อุ้งเท้าเล็บเหมือนแมว ขน สีดำ น้ำตาลเข้ม ครีม ช่วงระยะหลังมีการปรับปรุงสายพันธุ์ กระทั่งปัจจุบันมี สีขาว และแฟนซี หาง ยาวขนพู่แหลม หากอยู่ในที่อากาศเย็นขนจะยาวฟูมาก ถ้า อากาศอบอ้าวปรับตัวด้วยการผลัดขน ให้สั้นลง และ แลบลิ้นให้น้ำหยดเพื่อคลายความร้อน
…เราสามารถจับมันอาบน้ำเหมือนกับสุนัขได้ ซึ่งจะทำให้มันอารมณ์ดีขี้อ้อน นัวเนียอยู่ใกล้ๆ…
สัตว์ผู้เสียสละ (อย่างไม่สมยอม) โตเต็มที่ หนักประมาณ 2,000 กรัม ความยาววัดจากหัวถึงหาง 48-56 ซม. ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย อายุ 6-8 เดือน จะพร้อมผสมพันธุ์ รับรู้ได้จากการ “ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์” ออกมา ส่วนตัวเมียพร้อมเพิ่มประ-ชากรเมื่ออายุ 8-12 เดือน ซึ่งฤดูที่ “ธรรมชาติเรียกร้อง” อยู่ในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน ตั้งท้อง 39-46 วัน ตกลูกเฉลี่ยครั้งละ 2-8 ตัว
ลูกเฟอร์เรท ตัวจะเล็กมากน้ำหนักเฉลี่ยเพียง 8-10 กรัม อายุ 30-35 วัน จะเริ่มลืมตา หย่านม 5-6 สัปดาห์ จากนั้นพอได้ 3 เดือน สมาชิกของครอบครัวทั้งหมดจะเริ่มแยกย้ายออกไปหาแหล่งที่อยู่แล้วเริ่มชีวิตใหม่ กระทั่งอายุได้ 5 ปี จึงหยุดขยายเผ่าพันธุ์ และเบื่อ (ตาย) โลกกลมๆนี้ช่วงอายุเฉลี่ย 6-11 ปี แต่ก็ขึ้นอยู่กับอาหารและการเลี้ยงดู
ใครที่กำลังเผลอใจคิดจะเลี้ยง “หลายชีวิต” แนะนำว่า มันเหมาะที่จะเป็นตัวลองยาน่ะดีที่สุด เพราะโรคที่เกิดขึ้นกับเฟอร์เรทได้ง่ายก็คือ ไข้หัดสุนัข ที่สามารถติดต่อสู่คนได้ทางการสัมผัสและหายใจ!!!.
ภัยเงียบ…ขี้หู/ผศ. นพ.ปารยะ อาศนะเสน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2552 07:27 น.
ใครๆ มักเข้าใจผิดว่า มีขี้หูไม่ดี ควรเอาออก และนี่คือ ภัยเงียบที่คาดไม่ถึง…หลายคนอาจไม่ทราบว่า ขี้หู สร้างจากต่อมสร้างขี้หู ซึ่งอยู่ในช่องหูชั้นนอก ขี้หูมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ มีสารต่อต้านเชื้อโรคและไม่ละลายน้ำ มีหน้าที่ช่วยปกป้องผิวหนังของช่องหูชั้นนอก และป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องหู บางคนมีขี้หูเปียก บางคนก็ขี้หูแห้ง ขี้หูมาก ขี้หูน้อยก็มี
โดยปกติ ขี้หูจะมีการเคลื่อนที่จากเยื่อบุแก้วหูออกไปยังช่องหูชั้นนอกได้เอง ไม่จำเป็นต้องไปแคะออก ปัญหาของขี้หูมักเกิดจาก “ขี้หูอุดตัน” อยู่ภายในช่องหูชั้นนอก และเมื่ออุดตันนานวันเข้า ขี้หูก็จะจับตัวเป็นก้อนแข็งจนทำให้เกิดปัญหาในการรับฟังเสียงพูด คือ จะได้ยินไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ที่เรียกว่า เกิดอาการหูอื้อ หูตึง นั่นเอง
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ การใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดช่องหูชั้นนอก โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ แล้วมีน้ำเข้าหู จะทำให้รู้สึกรำคาญ ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะยิ่งกระตุ้นให้ต่อมสร้างขี้หูทำงานมากขึ้น มีปริมาณขี้หูที่ผลิตออกมามากขึ้น และถ้ายิ่งดันไม้เข้าไป หรือปั่นรูหูแรงๆ จะทำให้ขี้หูในช่องหูอัดแน่นยิ่งขึ้น และอาจทำให้ช่องหูชั้นนอกถลอก อักเสบ ติดเชื้อได้ เนื่องจากผิวหนังภายในช่องหูชั้นนอกนั้น เปราะบางมาก เวลาแหย่ไม้เข้าไปลึกๆ แล้วไปกระแทกโดนเข้าจะเจ็บมาก และอาจทำให้เยื่อแก้วหูบาดเจ็บหรือทะลุได้
ฉะนั้น เมื่อสงสัยว่ามีขี้หูอุดตัน ควรไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะใช้เครื่องส่องหูตรวจช่องหูชั้นนอกว่าเป็นขี้หูอุดตันจริงหรือไม่
ถ้าเป็นขี้หูอุดตันจริง…..
1.แพทย์จะพยายามนำขี้หูออกให้ อาจโดยการล้างช่องหูชั้นนอกด้วยน้ำเกลือ การคีบหรือดูด หรือใช้เครื่องดูดขี้หูออก
2.ถ้าไม่สามารถเอาขี้หูออกได้ เนื่องจากขี้หูอัดแน่นมาก หรือเอาออกได้เพียงบางส่วน แพทย์จะสั่งยาละลายขี้หูจำพวกโซเดียมคาร์บอเนตให้ไปหยอดที่บ้านประมาณ 1 สัปดาห์ วันละ 7-8 ครั้ง แล้วนัดมาดูอีกครั้ง ซึ่งหลังจากหยอดยาละลายขี้หูแล้ว จะทำให้ขี้หูอ่อนตัวมากขึ้น ทำให้แพทย์เอาขี้หูออกได้ง่าย แต่อาจทำให้ขี้หูในช่องหูขยายตัวและอุดตันช่องหูชั้นนอกมากขึ้น ทำให้หูอื้อมากขึ้นได้
ครั้งต่อไปเพื่อป้องกันไม่ให้ขี้หูอุดตันอีก ควรปฏิบัติดังนี้
1.อย่าใช้นิ้วแหย่ช่องหูเด็ดขาดเพราะขอบเล็บที่ปลายนิ้วจะทำให้ช่องหูชั้นนอกถลอก ติดเชื้อและอักเสบได้ง่าย
2.อย่าใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดหู หรือปั่นหูเมื่อน้ำเข้าหูอีก ควรป้องกันไม่ให้น้ำเข้าขณะอาบน้ำ โดยหาสำลีชุบวาสลินหรือสวมหมวกอาบน้ำดึงลงมาคลุมถึงใบหู ในรายที่เล่นกีฬาทางน้ำ อาจใช้ที่อุดหูสำหรับนักดำน้ำซึ่งมีขายตามร้านกีฬามาช่วย
3.หลายคนมักคิดว่า การทำความสะอาดข้างในช่องหูหรือเช็ดรูหูนั้น ก็เหมือนกับการทำความสะอาดร่างกายทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว การปล่อยให้มีขี้หูเคลือบช่องหูบ้าง จะดีกว่า เพราะยิ่งเช็ด หรือแคะหูมาก ช่องหูจะยิ่งแห้ง คันและระคายเคืองได้มากกว่า แต่ถ้าน้ำเข้าหู อาจใช้ไม้พันสำลี ชนิดเนื้อแน่น ขนาดเล็กซับน้ำที่ปากช่องหูเล็กน้อยก็พอ แต่ถ้าน้ำเข้าหูเป็นชั่วโมงแล้ว ยังไม่ออกมา หูยังอื้ออยู่ ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีขี้หูซึ่งอยู่ในส่วนลึกของช่องหู อมน้ำไว้ ถ้ามีอาการเช่นนี้ควรให้แพทย์หู-คอ-จมูก ตรวจทำความสะอาดช่องหูจะดีที่สุด
4.ในรายที่ขี้หูแห้ง อาจใช้ยาละลายขี้หู หยอดรูหูเป็นประจำ เพื่อทำการล้างขี้หู อาจใช้เพียงอาทิตย์ละครั้ง ถ้าไม่มีปัญหา อาจห่างออกไปเป็น 2 หรือ 3 หรือ 4 อาทิตย์ หยอด 1 ครั้ง ก็จะช่วยลดการอุดตันของขี้หูในช่องหูชั้นนอกได้
เพียงเท่านี้…….. ท่านก็จะไม่พบกับปัญหาขี้หูอุดตันอีกต่อไป
บทความโดย: ผศ. นพ.ปารยะ อาศนะเสน แพทย์ด้านหู คอ จมูก
รุมจดสิทธิบัตร สมุนไพร แก้ไขหวัด2009
โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
26 กรกฎาคม 2552, 12:48 น.
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยคนไทยและต่างชาติรุมยื่นขอจดสิทธิบัตรสมุนไพรป้องกันโรคไข้หวัด 2009 มีทั้งฟ้าทลายโจร หอมแดง ขิง ขมิ้นชัน ไพรหญ้าวงช้าง…
วันนี้ (26 ก.ค.) นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า หลังจากที่ไข้หวัดใหญ่ 2009 แพร่ระบาดในประเทศไทย ทำให้ผู้ประกอบการเข้ามาขอยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรเกี่ยวกับวิธีการสกัด สารประกอบจากสมุนไพรไทยเพื่อใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสมากขึ้น โดยมีทั้งคนไทย และต่างชาติ ซึ่งพืชสมุนไพรที่มีผู้มาขอยื่นจดสิทธิบัตรมีทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ สารสกัดจากสมุนไพรฟ้าทลายโจร หอมแดง ขิง ขมิ้นชัน ไพรหญ้างวงช้าง
“กรมจะรับจดเฉพาะวิธีการที่ได้มาซึ่งสารสกัดจากสมุนไพรเหล่านี้ แต่หากเป็นการนำสมุนไพรมาทำเป็นแคปซูนจะไม่เกี่ยวข้องกับกรม เพราะการจดสิทธิบัตรจะจดได้เฉพาะการทำให้เกิดการกระบวนการ หรือวิธีการในการสกัดสาร ซึ่งต้องเป็นการคิดค้นใหม่เท่านั้น” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าว
เรื่องกรดไหลย้อน… ที่ควรรู้/ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน แพทย์ด้านหู คอ จมูก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552
มีคนมากมายที่ต้องทรมานกับโรคกรดไหลย้อน วันนี้เรามีข้อมูลที่ควรรู้มาฝากครับ
1.อาการเรอ คลื่นไส้ หรือมีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาที่อก หรือคอ เกิดจากความดันที่ช่องท้องเพิ่มมากขึ้น สาเหตุจาก
* กินอาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อ
* อาหารมีส่วนอย่างมาก
– ประเภทมันๆ ที่ปรุงด้วยการผัด และทอดทุกชนิด จะย่อยยาก ทำให้ท้องอืดได้ง่าย
– ส่วนน้ำเต้าหู้และน้ำอัดลม จะทำให้เกิดแก๊สในช่องท้องมาก
– รวมทั้งชา กาแฟ จะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างกระเพาะและหลอดอาหารส่วนปลายหย่อน
– หากอยากดื่มนม ควรดื่มเฉพาะนมไร้ไขมัน (FAT= 0%) ส่วนไข่ ควรกินเฉพาะไข่ขาว เนื่องจากไขมันในนมหรือไข่แดงนั้นย่อยยาก จึงทำให้การเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหารช้า
* น้ำหนักตัวที่เพิ่ม หรือเกินค่าปกติ
* ท้องผูก ทำให้ต้องเบ่ง เวลาถ่าย ผลตามมาคือ ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น อาจต้องกินยาถ่ายช่วย ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ควรแก้ที่ต้นเหตุโดยดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ดื่มแต่น้อย แต่บ่อยๆ และกินผักผลไม้ที่มีกากให้มากขึ้นก็จะช่วยในเรื่องขับถ่ายได้
* ขาดการออกกำลังกาย จากการศึกษาพบว่า คนที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิก จะทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนตัวได้ดี และยังลดอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นท้อง นอกจากนี้ ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจ ทำงานดีขึ้น ลดระดับไขมันในเลือดเพื่อป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โดยออกกำลังกายต่อเนื่องวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน เช่น วิ่ง เดินเร็ว ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ ขี่จักรยานฝืดแบบปรับน้ำหนักใน FITNESS เตะฟุตบอล เล่นเทนนิส แบดมินตัน หรือ บาสเกตบอล
2.เสียงแหบ เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาไปสัมผัสสายเสียงที่อยู่ทางด้านหน้า ทำให้สายเสียงบวม ปิดไม่สนิท เกิดลมรั่ว ทำให้มีเสียงแหบได้ สาเหตุที่มีเสียงแหบตอนเช้า เกิดจากเวลาเรานอน กรดจะไหลได้ง่ายกว่าเวลาที่เรานั่งหรือยืน สายเสียงจึงถูกกรดสัมผัสมากกว่าช่วงอื่นๆ ของวัน ทำให้ขณะตื่นมาตอนเช้า มีเสียงแหบได้
3.ไอเรื้อรัง เกิดจากกรดไหลย้อนลงไปในหลอดลม ทำให้เกิดภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ที่แย่กว่านั้น บางรายอาจเกิดอาการหอบหืด โดยหลอดลมจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ของฉุน ฝุ่น ควัน อากาศที่เปลี่ยนแปลงมากผิดปกติ อาการไอหลังกินอาหารเกิดจากอาหารทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น จนกรดไหลลงไปในหลอดลมได้ ส่วนการที่ไอตอนกลางคืน หรือก่อนนอนมักเกิดจาก
* ห้องนอนอาจรก มีฝุ่นมาก เวลาสูดหายใจเข้าไป จะไปกระตุ้นภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ทำให้ไอกลางคืนหรือไอช่วงเช้า คล้ายคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ จึงควรจัดห้องนอนให้โล่งและสะอาด
* อากาศในห้องนอนอาจเย็นเกินไป ควรพยายามหลีกเลี่ยงอากาศเย็น โดยเฉพาะแอร์ พัดลมเป่า ถ้าต้องการเปิดแอร์ ควรตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้สูงกว่า 25 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้อากาศเย็นจนเกินไป ในกรณีที่ใช้พัดลมไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด และควรให้พัดลมส่ายไปมา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง ควรนอนอยู่ห่างจากเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมพอสมควร ไม่ควรเปิดแอร์หรือพัดลมจ่อ ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ เช่น นอนห่มผ้า ถ้าจะให้ดี ควรใส่ถุงเท้า หรือผ้าพันคอเวลานอนด้วย ในกรณีที่ไม่ชอบห่มผ้าหรือห่มแล้วชอบสะบัดหลุดโดยไม่รู้ตัว ควรใส่เสื้อหนาๆ หรือใส่เสื้อ 2 ชั้น และกางเกงขายาวเข้านอน
4.อาการที่รู้สึกคล้ายมีก้อนในคอ หรือแน่นคอ หรือกลืนติดๆ ขัดๆ หรือกลืนลำบาก คล้ายมีสิ่งแปลกปลอมในคอ เกิดจากกรดไหลย้อนไปสัมผัสกับกล้ามเนื้อคอ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว และเกิดความรู้สึกดังกล่าว การกินยาคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน อาจช่วยให้อาการดังกล่าวลดน้อยลง บางรายอาจมีอาการ กลืนเจ็บ เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นได้
5.การที่มีเสมหะอยู่ในคอตลอด เกิดจากการที่กรดไหลขึ้นมา สัมผัสกับต่อมสร้างเสมหะในลำคอ และกระตุ้นทำให้ต่อมดังกล่าวทำงานมากขึ้น นอกจากนี้การที่กรดไปกระตุ้นเส้นประสาทในคอ อาจทำให้มีอาการคันคอ แสบคอ เจ็บคอ หรือระคายคอได้
6.อาการเจ็บหน้าอก เกิดจากกรดไหลย้อนขึ้นมาผ่านหลอดอาหารที่อยู่ในช่องอก และกระตุ้นเส้นประสาทในหลอดอาหารทำให้มีอาการดังกล่าวได้ และเมื่อกรดไหลลงไปในหลอดลมและปอด อาจทำให้มีการอักเสบของปอดเป็นๆ หายๆ ได้
7.อาการไอ สำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืน เกิดจากกรดไหลลงไปในหลอดลม ทำให้หลอดลมอักเสบ และมีการหดตัวของหลอดลม ที่มักเป็นในเวลากลางคืน เนื่องจากเวลาเรานอน กรดจะไหลได้ง่ายกว่าเวลาที่เรานั่งหรือยืน
8.การที่กรดไหลย้อนออกไปนอกหลอดอาหาร อาจไปถึง
* เยื่อบุจมูกทางด้านบน ทำให้มีอาการคัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีเสมหะไหลลงคอได้ หรือทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ของจมูกอยู่แล้ว มีอาการแย่ลงได้
* ถ้ากรดขึ้นไปสูงถึงรูเปิดของหูชั้นกลางที่อยู่ที่โพรงหลังจมูก อาจทำให้รูเปิดดังกล่าวบวม ทำให้ท่อยูสเตเชียนที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูกทำหน้าที่ผิดปกติไป เกิดหูอื้อ เสียงดังในหู เป็นๆ หายๆ หรือมีอาการปวดหูได้
* ถ้ากรดไหลเข้าไปในช่องปาก อาจกระตุ้นต่อมสร้างน้ำลาย ทำให้มีน้ำลายมากผิดปกติ หรือกรดไปกัดกร่อนฟัน ทำให้เกิดฟันผุหรือเสียวฟันได้ การที่กรดไหลย้อนขึ้นมา ทำให้พาเอากลิ่นอาหารในกระเพาะอาหารขึ้นมาด้วย จึงอาจเป็นสาเหตุของการมีกลิ่นปากได้
9.โรคนี้หมอมิได้ให้ผู้ป่วยกินยาตลอดชีวิต เมื่อผู้ป่วยปรับเปลี่ยนนิสัยและการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ทั้งนิสัยส่วนตัว การกินอาหาร และนิสัยการนอน หมอจะค่อยๆ ลดขนาดยาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยาได้ สิ่งสำคัญคือไม่ควรปรับยากินเองในระยะแรก นอกจากหมอจะอนุญาต ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นหลังให้การรักษาประมาณ 1-3 เดือน
ทั้งนี้ อาการจะดีขึ้นเร็วหรือช้า อยู่ที่การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเป็นสำคัญ และแม้ว่าหมอจะให้หยุดยาแล้ว ไม่ได้หมายความว่าโรคนี้จะหายขาด ผู้ป่วยอาจมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้
คำแนะนำในการยกเตียงเพื่อรักษากรดไหลย้อน
1.ถ้านอนยกศีรษะสูงโดยการใช้หมอนรองศีรษะ จะทำให้ลำตัวพับงอ ความดันในช่องท้องจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนมากขึ้น
2.ควรยกเตียงส่วนศีรษะ หรือหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นโดยใช้ วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้, อิฐ โดยเริ่มประมาณ 0.5-1 นิ้ว จากพื้นราบก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น ไม่ควรยกสูงมากจนร่างกายของผู้ป่วยไหลลงไปที่ปลายเตียง ควรยกให้สูงพอประมาณที่ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้สบาย ซึ่งจะทำให้กรดไหลย้อนน้อยลงโดยเฉพาะเวลานอน
3.ในกรณีที่ยกเตียงไม่ได้ (เตียงหนัก หรือเตียงติดกับพื้นหรือผนัง) ให้ใช้ไม้กระดานแข็งวางรองใต้ฟูกหรือเบาะ โดยให้มีขนาดเล็กกว่าฟูกหรือเบาะเล็กน้อย (เพื่อจะได้วางไม้บนเตียงได้) แล้วใช้ไม้หรืออิฐ ยกแผ่นไม้กระดานแข็งดังกล่าวขึ้น ตามคำแนะนำในข้อ 2
4.ถ้านอนพื้น ให้ใช้ไม้กระดานแข็งวางรองใต้ฟูกหรือเบาะ โดยให้มีขนาดใหญ่กว่าฟูกหรือเบาะเล็กน้อย แล้วใช้ไม้หรืออิฐยกแผ่นไม้กระดานแข็งดังกล่าวขึ้น ตามคำแนะนำในข้อที่ 2
“ธาลัสซีเมีย” ติดโผโรคเสี่ยงตายด้วยหวัด 09 ชี้กินน้ำน้อยมีสิทธิ์ช็อก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552
ทีมผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม “โรคธาลัสซีเมีย” เป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 แล้วอาการรุนแรง เป็นโรคที่ 8 ออกคู่แพทย์ตรวจวินิจฉัยโรค 3 หมื่นเล่ม แจกให้แพทย์ทั่วประเทศ เร็วที่สุดวันที่ 20 ก.ค.นี้ เน้นเข้าใจง่าย ถูกต้องตรงกัน ไม่ต้องตรวจแล็บมีอาการรุนแรงให้ยาทันที เผยเป็นไข้ดื่มน้ำน้อยส่งผลความดันต่ำเสี่ยงอาการรุนแรง แนะเป็นไข้ดื่มน้ำให้มากกว่าวันละ 1-2 ลิตรต่อวัน
พญ.ศรีวรรณา พูลสรรพสิทธิ์ หัวหน้าสำนักวิชาการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช1เอ็น1 เพื่อจัดทำคู่มือการตรวจวินิจฉัย รักษาโรคสำหรับแพทย์ทั่วประเทศนานกว่า 4 ชั่วโมง ว่า ที่ประชุมเห็นพ้องให้เพิ่มผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียเข้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะรับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้ว จะทำให้เกิดอาการรุนแรง เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ป่วยของไทยที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย และติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ มีอาการไข้สูงกว่าคนปกติ และเชื้อลงปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบได้เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 โรค ที่ สธ.เคยประกาศเป็นกลุ่มเสี่ยงจะมีอาการรุนแรงก่อนหน้านี้ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด และโรคมะเร็ง
“เมื่อจัดให้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวธาลัสซีเมียเป็นกลุ่มเสี่ยง อาการรุนแรง การให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวีย แพทย์จะต้องให้ทันทีที่ผู้ป่วยมีอาการไข้ โดยไม่ต้องรอผลตรวจยืนยันสายพันธ์เชื้อจากห้องปฏิบัติการ”พญ.ศรีวรรณา กล่าว
พญ.ศรีวรรณา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พบข้อมูลผู้ป่วยเด็ก 2 รายที่มาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมีอาการหนัก ไม่ยอมทานอาหาร ความดันโลหิตต่ำ ภายหลังแพทย์ให้ดื่มน้ำ ปรากฏว่า ความดันโลหิตกลับสู่ปกติ จึงสามารถอธิบายได้ว่า ผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูง หากขาดน้ำจะมีอาการรุนแรงกว่าปกติ จึงเพิ่มคำแนะนำในคู่มือแพทย์ ให้ประชาชนดื่มน้ำมากๆระหว่างที่ป่วยเป็นไข้ โดยดื่มน้ำมากกว่าปกติที่ต้องดื่มวันละ 1-2 ลิตร
“สำหรับคู่มือสำหรับแพทย์ดังกล่าวจะสรุปเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจทานให้อ่านแล้วเข้าใจง่ายและถูกต้อง โดยจะจัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ขนาดเล็กพกพาง่ายสามารถใส่กระเป๋าเสื้อได้ จำนวน 20 หน้า จัดพิมพ์ประมาณ 3 หมื่นเล่ม จากนั้นจะแจกจ่ายให้แพทย์ทั่วประเทศทั้งในโรงพยาบาลรัฐ เอกชนและคลินิก” พญ.ศรีวรรณา กล่าว
พญ.จริยา แสงสัจจา รองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กล่าวว่า คู่มือแนวทางการปฏิบัติสำหรับแพทย์สามารถนำไปใช้ในสถานพยาบาลทุกแห่ง รวมโดยจะไม่เน้นการตรวจเชื้อในห้องปฏิบัติการแต่จะให้ยาในกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ทางคลินิกชัดเจนทันที ได้แก่ ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก ไข้ขึ้นสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส มีอาการแน่นหน้าอก เพลีย อยู่ในภาวะขาดน้ำ หรือไม่สามารถดื่มน้ำได้ซึ่งเป็นอีกอาการหนึ่งที่มีความสำคัญแพทย์ต้องรีบให้น้ำเกลือหรือในรายที่มีโรคประจำตัวซึ่งมีทั้งกลุ่มที่มีอาการหนังและอาการน้อย มีความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนต้องให้การดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ
“ธรรมชาติของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่ทำให้ปอดเกิดการอักเสบอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการชัดเจน ว่า โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีโอกาสเสี่ยงสูงในการทำลายปอดได้รุนแรงมากกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่หากเปรียบเทียบกับไข้หวัดธรรมดามีความรุนแรงมากกว่าอยู่แล้ว” พญ.จริยา กล่าว
อัดคลังห้ามเบิกจ่ายสมุนไพรนอกยาหลัก
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2552 จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แฉ รองปลัดฯคลัง ส่งเป็นหนังสือเวียนถึงหน่วยงานราชการ ระบุว่า การเบิกจ่ายค่ายาสมุนไพรที่อยู่นอกรายการบัญชียาหลักแห่งชาติถือว่าเป็นการผิดระเบียบตามที่กฎหมายกำหนด ชี้เงื่อนงำอคติเอื้อยาแผนปัจจุบัน จี้ สธ.เบรก-ร้องนายกฯ เคลียร์ที่กระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพรแห่งประเทศไทย แถลงข่าวคัดค้านแนวทางการปฏิบัติที่กระทรวงการคลังห้ามไม่ให้ ข้าราชการเบิกจ่ายการนวดบำบัดและยาสมุนไพรนอกบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยนายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ ผู้จัดการมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ออกแนวทางการปฏิบัติและซ้อมความเข้าใจในการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลงนามโดยนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รองปลัดกระทรวงการคลัง ส่งเป็นหนังสือเวียนถึงหน่วยงานราชการ โดยระบุว่า การเบิกจ่ายค่ายาสมุนไพรที่อยู่นอกรายการบัญชียาหลักแห่งชาติถือว่าเป็นการผิดระเบียบตามที่กฎหมายกำหนด และห้ามเบิกค่าใช้จ่ายดังกล่าวและห้ามสถานพยาบาลออกหนังสือรับรองกรณีใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้เป็นต้นไป แนวปฏิบัตินี้ทำให้ ไม่สามารถเบิกจ่ายยาสมุนไพรนอกบัญชียาหลักแห่งชาติได้ เป็นการเอื้อยาแผนปัจจุบัน เท่ากับมีเงื่อนงำหรืออคติกับยาสมุนไพร กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ควรทำหนังสือไปยังกระทรวงการคลังเพื่อทัดทานหรือชะลอการบังคับใช้แนวทางปฏิบัติออกไป รวมทั้งเครือข่ายฯ จะส่งข้อมูลเหล่านี้ให้กับนายกรัฐมนตรีและกำลังหารือว่าจะฟ้องศาลปกครองหรือไม่
ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เครือข่ายฯมีข้อเสนอ 4 ข้อ คือ 1.ในระหว่างที่ยังไม่มีเภสัชตำรับโรงพยาบาลด้านยาจากสมุนไพร ต้องยกเลิกหรือเลื่อนการใช้แนวทางปฏิบัตินี้ออกไป 2.ให้มีการประกาศใช้ข้อกำหนดกับยาแผนปัจจุบันและยาจากสมุนไพร โดยใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติและเภสัชตำรับโรงพยาบาลของยาทั้ง 2 แผน อย่างเท่าเทียมกัน 3.นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เพื่อตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาจากสมุนไพรจัดทำเภสัชตำรับโรงพยาบาลด้านยาจากสมุนไพรให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และ 4.ให้นายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารงานของ รมว.การคลัง และ รมว.สาธารณสุข ให้ส่งเสริมและพัฒนาระบบการแพทย์แผนไทย ไม่ใช่ทำลายภูมิปัญญาไทย.
ทีมข่าวการศึกษา
ไทยรัฐออนไลน์โดย ทีมข่าวการศึกษา
การบริหารสะโพกและต้นขา
วันที่ 1 มิถุนายน 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ใครที่กำลังอยากลดสะโพกและต้นขาให้เล็กลง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีการบริหารสะโพกและต้นขามาฝาก…
การบริหารสะโพกและต้นขาให้ได้ผลดี ควรจะควบคุมอาหารไปพร้อม ๆ กันด้วย
ท่าที่ 1
วางฝ่ามือทั้งสองลงบนผนังหรือเก้าอี้ข้างหน้า ยกขาขวาขึ้นและเอียงเท้าไปด้านขวา เตะขาตรง ๆไปด้านหลัง ยืดเข่าให้ตรง ลำตัวตรง จากนั้นเตะขามาข้างหน้า ทำสลับกันทั้งสองข้าง
ท่าที่ 2
ยืนแยกขากว้างกว่าไหล่เล็กน้อย กางแขนออกจากนั้นย่อเข่าหลังตรง ให้หัวเข่าเลยปลายเท้าออกไป แต่อย่าย่อเข่าต่ำกว่าสะโพก แล้วยืดตัวขึ้น เกร็งกล้ามเนื้อบั้นท้ายเมื่อยืดตัวขึ้น และเขย่งเท้าขึ้นด้วย
ท่าที่ 3
คุกเข่ามือวางบนพื้น ยืดขาออกไปข้างหลัง ยกขาขึ้นตรง ๆ แต่อย่ายกสูงกว่าหลัง หยุดค้างไว้แล้วลดขาลงที่พื้น ทำสลับกัน
ท่าที่ 4
ยืนตรงกางขาออกเล็กน้อย ย่อตัวลง ตั้งลำตัวให้ตรงเหมือนเดิม จากนั้นยืดตัวขึ้นแล้วกางแขนออกไปด้านข้างให้ขนานกับพื้นเพื่อช่วยพยุงตัว จากนั้นย่อเข่าลงให้หัวเข่าเลยปลายเท้า งอหลังเล็กน้อย แต่อย่าให้สะโพกต่ำกว่าระดับหัวเข่า ทำซ้ำ ๆ กัน 6 ครั้ง แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
ถ้าอยากมีสะโพกและต้นขาที่สวย อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปบริหารกันดูได้.
ยอปลูกไม่ยาก ผลบำรุงร่ายกายดี
วันที่ 22 พฤษภาคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ต้นยอเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบใหญ่หนาสีเขียวสด ดอกเล็กสีขาวเป็นกระจุก ผลกลมยาวรี มีตาเป็นปุ่มโดยรอบผล ลูกอ่อนสีเขียวสด เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลเมื่อสุกปลูกโดยการใช้เมล็ด ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด เจริญเติบโตในดินชุ่มชื้น มักปลูกกันในต้นฤดูฝน จะปลูกลงหลุมเลย หรือเพาะกล้าก่อนแล้วย้ายไปที่ที่เตรียมปลูกไว้ก็ได้แต่จะต้องกำจัดวัชพืชบ้างเป็นครั้งคราว
เมื่อยอให้ผลแล้วก็นำผลดิบหรือ ผลห่ามสดไปปิ้งไฟพอเหลืองกรอบ นำไปต้มน้ำเป็นกระสายยาใช้ร่วมกับยาอื่น แก้คลื่นไส้อาเจียนได้ผลดี นอกจากนี้ยังได้มีการทดลองพบว่า ใบยอไม่มีพิษเฉียบพลัน ใช้เป็นอาหารก็ได้ เป็นยาแก้อาเจียนได้
สำหรับผลดิบหรือผลห่ามสดนั้นนำมาฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ย่างหรือคั่วไฟอ่อน ๆ ให้เหลืองกรอบ ชงกับน้ำดื่ม ใช้ครั้งละ 2 กำมือจิบบ่อย ๆ จะได้ผลดีกว่าดื่มใบยอ และลูกยอยังใช้เป็นผักได้ด้วยเช่นกัน ใบยอเป็นผักที่ใช้เป็นผักรองกระทงห่อหมก
ในใบยอมีสารอาหารหลายอย่าง ประกอบไปด้วยแคลเซียมมาก มีเกลือแร่ วิตามินต่าง ๆ อีกไม่น้อย รวมทั้งกากและเส้นใยอาหาร นอกจากนี้รากต้นยอที่มีอายุ 3-4 ปี ใช้เป็นสีย้อมผ้าได้ด้วยเพราะเปลือกรากจะให้สีแดง ส่วนเนื้อเปลือกจะเป็นสีเหลือง ย้อมผ้าฝ้ายและผ้าไหมให้สีดีคงทนเหมือนกัน.
หมอเกษตร